วิเคราะห์หุ้น 360 องศา ด้วย 'ฟันด์โฟลว์-เทคนิคการลงทุน'

วิเคราะห์หุ้น 360 องศา ด้วย 'ฟันด์โฟลว์-เทคนิคการลงทุน'

ชัดเจนว่า “ฟันด์โฟลว์” เป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นอย่างแท้จริง

จากช่วงเหตุการณ์ที่ตลาดหุ้นไทยปีนี้ปรับลดลงอย่างหนักเกินกว่า 100 จุดติดต่อกันหลายวัน เพียงเพราะนักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้น

หากนักลงทุนไทยอ่านเกมส์นี้ออก ก็สามารถปรับพอร์ตลงทุนได้ทันท่วงที

วิเคราะห์เงินฝรั่งเป็น จึงสำคัญฉะนี้

วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ทรินิตี้ กูรูด้านฟันด์โฟลว์ กล่าวในหนังสือ “ฟันด์โฟลว์ พลังเม็ดเงินลิขิตหุ้น” ของสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติหรือ “ฟันด์โฟลว์” มีผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างยิ่ง เห็นได้จากนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้เล่นหลักในตลาดหุ้นไทยมายาวนาน ชนิดที่สามารถกำหนดทิศทางของดัชนีได้

หากต่างชาติพร้อมใจกันเทขายหรือไล่ซื้อหุ้น จะเกิดความเคลื่อนไหวของ SET Index ที่ขึ้นลงอย่างรุนแรงทันที
ต้นกำเนิดของกระแสเงินทุน ยังสามารถตีความได้จาก “นโยบาย” ที่ออกมาจากผู้กำหนดทิศทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งธนาคารกลางของแต่ละชาติ ซึ่งเป็นผู้ออกนโยบายทางการเงิน ผู้เล่นที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นธนาคารกลางของชาติยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะ Federal Reserve หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ

ทุกการตัดสินใจของผู้ว่าการคนปัจจุบันนั่นคือนายเบน เบอร์นันเก้ ทั่วโลกจะต้องหยุดหายใจ เพื่อจับตาทุกถ้อยคำของเขา

เช่นเดียวกับธนาคารกลางยุโรปหรือ ECBและธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือ BOJ ก็เป็นผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น เพียงแค่เบน เบอร์นันเก้ เกริ่นในที่ประชุมว่ามีแผนจะลดวงเงินมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องหรือ QE ซึ่งดำเนินการมากว่า 5 ปีเพื่อที่จะพยุงเศรษฐกิจ ก็ทำให้เกิดความปั่นป่วนกับตลาดการเงินทั่วโลกทันที

เม็ดเงินต่างชาติพร้อมใจกันไหลออกจากตลาดประเทศเกิดใหม่ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเม็ดเงินในตลาดหุ้นที่ถูกเทขายอย่างหนัก

กล่าวได้ว่าฟันด์โฟลว์ทั่วโลกพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายตามนโยบายของ "ผู้มีอำนาจ" ถ้าหากอ่านเกมส์นี้ออกจะสามารถคาดเดาทิศทางได้

ฟันด์โฟลว์ ยังเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาสินทรัพย์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยน ในอดีตฟันด์โฟลว์เป็นทั้งผู้ให้กำเนิด “ฟองสบู่” กับสินทรัพย์ต่างๆ

นั่นคือ ถ้าหากเม็ดเงินหลั่งไหลไปยังสินทรัพย์นั้นๆ อย่างรวดเร็วพร้อมกัน

อย่างเช่นเม็ดเงินที่ไหลเข้าไปยังทองคำตั้งแต่ปี 2000 ที่ผ่านมาจนเกิดเป็น Super Cycle ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 100 ปี ขณะเดียวกันยังเป็นสาเหตุของ “ฟองสบู่แตก” ด้วยเช่นกันถ้าหากเม็ดเงินดังกล่าวไหลออกจากสินทรัพย์นั้นๆ

“กล่าวได้ว่าเม็ดเงินฟันด์โฟลว์สามารถสร้างได้ทั้งเศรษฐีใหม่ที่ร่ำรวยขึ้นจากการลงทุนซึ่งแต่ละวงจรเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นทุกครั้ง ขณะเดียวกันยังสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับนักลงทุนได้เช่นกัน ”

หากเจาะลึกลงไปยังความสัมพันธ์ของฟันด์โฟลว์กับตลาดหุ้นไทย กล่าวได้ว่ามีส่วนเกี่ยวพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Sell In May หรือผลตอบแทนการลงทุนของตลาดหุ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมให้ผลตอบแทน -1.8% ในขณะที่ผลตอบแทนการลงทุนของตลาดทุนระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนให้ผลตอบแทน +14.3% เป็นการบันทึกสถิติย้อนหลังที่ค่อนข้างแม่นยำอย่างมาก หรือการที่ตลาดหุ้นไทยผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์ กล่าวคือ หากเงินดอลลาร์แข็งค่า เงินบาทอ่อน เม็ดเงินต่างชาติจะไหลออกจากหุ้นและพันธบัตรไทย
ถ้าหากเงินบาทกลับมาแข็งค่า เงินต่างชาติจะไหลกลับมายังตลาดหุ้นและพันธบัตรอีกครั้ง

หากต้องการรู้ลึกถึงหลักการวิเคราะห์ทิศทางฟันด์โฟลว์และอนาคตของเม็ดเงินโลกจะเป็นไปในทิศทางใดสามารถติดตามได้ในหนังสือ “ฟันด์โฟลว์ พลังเม็ดเงินลิขิตหุ้น” ที่ตีพิมพ์ 2 เล่มรวด โดยหนังสือทั้งสองเล่มนี้จะเปิดตัวในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 27 ตุลาคม 2556 เวลา 14-16.00 น.