'ซีไอเอ็มบี'ฟันธงเออีซี ดันดีลเอ็มแอนด์เอพุ่ง

"ซีไอเอ็มบี"มั่นใจปลายปีหน้าใกล้เปิดเออีซี ดันควบรวมอาเซียนพุ่ง ชี้ทศวรรษหน้าดีลมากเทียบชั้นยุโรป ไทยแซงมาเลย์ฯครองแชมป์ควบรวมในปีนี้
นับถอยหลังอีกเพียง 1 ปี ที่กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังกลายเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซีในปี 2558 แนวโน้มเออีซีท่ามกลางกระแสเกิดดีลควบรวมซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions : M&A) หรือ เอ็มแอนด์เอ ภายในภูมิภาคในมุมมองของ นายสิทธิไชย มหาคุณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวภายหลังการร่วมงานสัมมนาในหัวข้อ "การควบรวมและซื้อกิจการในมาเลเซียและสิงคโปร์" ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วานนี้ (16 ต.ค.) เชื่อว่าเอ็มแอนด์เอ ช่วงอีก 1-2 ปี จะเพิ่มขึ้นแน่นอน ซึ่งเป็นแนวโน้มเกิดขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเกิดเออีซีในปี 2558
"การทำเอ็มแอนด์เอจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจะเพิ่มขึ้นช่วงใกล้ถึงเวลามีเออีซี เพราะทุกคนจะเร่งเตรียมความพร้อม รองรับการแข่งขันภายในภูมิภาค ช่วงนั้นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเอ็มแอนด์เอเยอะมาก"
เขาเพิ่มเติมด้วยว่า หลังจากช่วงเกิดเออีซีแล้ว จะเป็นช่วงธุรกิจเริ่มขยายตัว และขยายฐานไปเรื่อยๆ จากนั้นอาจเป็นเรื่องการเติบโตของธุรกิจเป็นปกติ (Normal Growth)
ทั้งนี้นายสิทธิไชย ให้ข้อมูลระหว่างงานสัมมนาว่า หากดูมูลค่าดีลเอ็มแอนด์เอในอาเซียนช่วงเดือน ม.ค.ถึงเดือน ก.ค. ปี2556 ตลาดไทยถือเป็นตลาดยุ่งที่สุดกับการทำดีลเอ็มแอนด์เอในภูมิภาคด้วยมูลค่าดีลรวม 1.47 หมื่นล้านดอลลาร์ มูลค่ามากกว่าอันดับสองคือมาเลเซียถึง 66% ซึ่งมาเลเซียมีมูลค่าดีลรวม 8.8 พันล้านดอลลาร์ ฟิลิปปินส์มีมูลค่าดีลรวม 7.9 พันล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 7.6 พันล้านดอลลาร์ และสิงคโปร์ 6.7 พันล้านดอลลาร์
ส่วนเม็ดเงินทำเอ็มแอนด์เอ นายสิทธิไชย มองว่ากิจกรรมเอ็มแอนด์เอเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก เพราะเป็นโลกไร้พรมแดนอยู่แล้ว แต่น้ำหนักการเกิดเอ็มแอนด์เอจะเกิดขึ้นมากที่สุดน่าจะเป็นเม็ดเงินที่มาจากภายในอาเซียน
"เท่าที่มองอาเซียนตอนนี้ เป็นส่วนที่มีกิจกรรมเอ็มแอนด์เอค่อนข้างสูง เพราะภูมิภาคนี้มีการเติบโตของจีดีพีอยู่ในระดับสูง และคิดว่าระยะ 10-20 ปีข้างหน้า จะขึ้นมาทัดเทียมกับยุโรปได้" นายสิทธิไชย กล่าว
เขาอธิบายว่า กิจกรรมเอ็มแอนด์เอในอาเซียนสูงขึ้นต่อเนื่อง จนเขาเองค่อนข้างแปลกใจ เพราะในไทยสมัยก่อน เวลาพูดถึงเอ็มแอนด์เอเทียบกับประเทศอื่นมีค่อนข้างน้อย แต่ปีที่ผ่านมาและปีนี้เห็นได้ว่ามีดีลใหญ่ๆ จากไทย เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวในตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันมีกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ที่อาจเปิดรับพาร์ทเนอร์ หรือพันธมิตรเข้ามา ก็จะช่วยดึงเงินเข้ามาในเมืองไทย และเชื่อว่ากิจกรรมเอ็มแอนด์เอในไทยและอาเซียน จะเพิ่มขึ้นแน่นอนเป็นการเตรียมพร้อมรับเออีซี
นายสิทธิไชย บอกว่าที่ผ่านมาเมืองไทยเกิดเอ็มแอนด์เอค่อนข้างมาก และเน้นเกิดขึ้นในภาคการเงินและธนาคาร เป็นการเข้ามาของธนาคารไม่ว่าจะเป็นธนาคารจากมาเลเซีย และธนาคารจากญี่ปุ่น ซึ่งมีเทรนด์เกิดต่อเนื่อง แต่เขาคิดว่าส่วนของภาคธนาคารคงได้พาร์ทเนอร์กันเกือบหมดแล้ว
นอกจากนี้เขาเห็นว่า ยังมีธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อผู้บริโภค ค้าปลีกและโรงแรม เพราะท่องเที่ยวของไทยยังเป็นจุดแข็ง ขณะที่ระบบโลจิสติกส์ก็เห็นว่ามีมากและต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจประกัน มีการเคลื่อนไหวรองรับการแข่งขันและปรับตัว
นายสิทธิไชย ยังแนะนำผู้ประกอบการหรือบริษัทไทยว่า หากสนใจควบรวมสิ่งสำคัญสุดที่ทุกคนอยากเห็น คือการเติบโตของธุรกิจเป้าหมายหลัก แต่สิ่งที่อยากให้มุ่งเน้นเพื่อควบรวม คือให้เกิดการส่งเสริมศักยภาพทำธุรกิจให้กันและกันมากขึ้น
"ต้องรู้ว่าทำธุรกรรมควบรวมแล้วเราจะได้ประโยชน์อะไร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้หรือการลดต้นทุน เป็นการปรับรูปแบบเทคโนโลยี หรือการแข่งขัน อยากให้มองเพราะจะเป็นกลยุทธ์ของเรา และทำให้เราเติบโตอย่างยั่งยืน" นายสิทธิไชยแนะนำ







