5 จังหวัดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตื่นตัวทำประกันภัยพิบัติ 2.1 หมื่นล้านบาทคิดเป็นสัดส่วน 48.65% เมื่อเทียบกับทุนประกันภัย
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้ภาคอุตสาหกรรมรวมธุรกิจเอสเอ็มอี รวมทั้งบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ทำให้บริษัทประกันภัยทั้งไทยและต่างประเทศ ต้องจ่ายค่าสินไหมเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท ส่งผลให้หลายบริษัทประกันประสบปัญหาขาดทุน และหลายบริษัทต้องเพิ่มทุนเปลี่ยนความเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่ ผลที่ตามมาทำให้ประกันภัยต่างมองประเทศไทยเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติเพิ่มขึ้น และปรับเพิ่มค่าเบี้ยประกัน ส่งผลภาคอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอี ไม่สามารถทำประกันภัยได้ ทำให้ภาครัฐมีแนวคิดจัดตั้งกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจประกัน โดยมีขนาดกองทุนราว 5 หมื่นล้านบาท
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ กล่าวว่า สถิติการทำประกันภัยพิบัติช่วงวันที่ 28 มี.ค.2555-20 ก.ย.2556 ของ 5 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงตามประมาณการของกองทุนฯ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และกรุงเทพฯ มีความตื่นตัวในการทำประกันภัยพิบัติในระดับสูง ซึ่งทั้ง 5 จังหวัดมีทุนประกันภัยต่อ ตามสัดส่วนของกองทุนฯ รวม 21,757 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48.65 %เมื่อเทียบกับทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ ทั้งประเทศ จำนวน 44,719 ล้านบาท
โดยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงที่มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ สูงที่สุดคือกรุงเทพฯ จำนวน 13,793 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ นนทบุรี จำนวน 2,650 ล้านบาท ปทุมธานี จำนวน 2,492 ล้านบาท พระนครศรีอยุธยา จำนวน 1,949 ล้านบาท และนครปฐม จำนวน 874 ล้านบาท
นอกจากนั้น กรุงเทพฯ ยังมีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ ในส่วนของผู้ทำประกันภัยทั้ง 3 ประเภทสูงที่สุด ได้แก่ บ้านอยู่อาศัย จำนวน 9,727 ล้านบาท ธุรกิจขนาดกลางและย่อม จำนวน 1,796 ล้านบาท และอุตสาหกรรม จำนวน 2,270 ล้านบาท ในขณะที่จังหวัดนนทบุรี มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ ประเภทบ้านอยู่อาศัยสูงเป็นอันดับสอง จำนวน 2,217 ล้านบาท จังหวัดปทุมธานี มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ ประเภทธุรกิจขนาดกลางและย่อมสูงเป็นอันดับสอง จำนวน 356 ล้านบาท และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนฯ ประเภทอุตสาหกรรมสูงเป็นอันดับสอง จำนวน 1,499 ล้านบาท
จากข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติในการสร้างหลักประกันให้กับทรัพย์สินและกิจการในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากอุทกภัย และพื้นที่ดังกล่าวยังมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย โดยจะเห็นจากเมื่อเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2554 ได้สร้างความเสียหายให้โรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานีหลายแห่ง ซึ่งประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร สวนอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมนวนคร และสวนอุตสาหกรรมบางกระดี
"พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่สำคัญของอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ยางและพลาสติก เป็นต้น ดังนั้น การสร้างหลักประกันเพื่อคุ้มครองทรัพย์สินและกิจการเมื่อประสบภัยพิบัติ จึงไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือเฉพาะภาคเอกชนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจของ ประเทศ และเป็นปัจจัยผลักดันให้นักลงทุนต่างชาติยังคงตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง" นายพยุงศักดิ์กล่าว






