วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลย้ำไอเอ็มเอฟคาดปี57ศก.ไทยโต5.2%

"ธีรัตถ์"เผยผลถกทีมเศรษฐกิจ มั่นใจชัตดาวน์สหรัฐฯไม่กระทบไทย เผยไอเอ็มเอฟคาดปีหน้าศก.ไทยโต5.2%จากปีนี้อยู่ที่3.1%

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานกำกับบริหารนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ร่วมกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม รวมถึงผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องภายหลังการประชุม นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมหารือถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งเกี่ยวโยงกับสถานการณ์ชัตดาวน์ในประเทศสหรัฐฯ เรื่องการค้าชายแดน เรื่องเอสเอ็มอี และสินค้าทางด้านการเกษตร พูดคุยถึงเศรษฐกิจโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟได้ปรับตัวเลขการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรี ระบุว่าเพิ่งทราบว่ามีการปรับลดในส่วนของประเทศไทยลงเหลือ 3.1% แต่ในปีหน้าทางไอเอ็มเอฟมีการปรับเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 5.2% ซึ่งถือว่าดีขึ้นจากตัวเลขเดิมที่ไอเอ็มเอฟเคยคาดการณ์ไว้ว่าปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตอยู่ที่ 4.2%

นายอาคม เติมพิทยาไพศิษฐ์ เลขา สศช. ได้ระบุว่าจากการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยของไอเอ็มเอฟน่าจะโตได้จากการลงทุนจากโครงสร้างพื้นฐาน นายกรัฐมนตรีจึงได้สอบถามว่าแล้วการคาดการณ์ตัวเลขที่ลดลงในปีนี้เหลือ 3.1% ต่ำกว่าที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่ ทางสศช.รายงานว่าการคาดการณ์ของไทยตัวเลขอยู่ที่ 3.8-4.3% ซึ่งยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงตัวเลขที่เก็บข้อมูลมาในช่วง 2 เดือน คาดว่าเศรษฐกิจจะโตได้อย่างน้อย 3% ในไตรมาสที่ 3 เพราะตัวเลขการส่งออกของไทยเริ่มดีขึ้นวันนี้เราไม่ได้ห่วงว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ที่เป็นห่วงคือสถานการณ์ในสหรัฐฯหากกรณีการชัตดาวน์มีปัญหาก็จะกระทบกับการส่งออกไทยเป็นบางส่วน เพราะไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 9% ที่ประชุมจึงเสนอว่าต้องเร่งหาตลาดอื่นนอกจากสหรัฐฯ เพราะเกรงว่ากำลังซื้อในสหรัฐฯ จะลดลงไป

นายธีรัตถ์ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงผลกระทบกรณีที่หน่วยงานภาครัฐของสหรัฐ ต้องปิดทำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ต.ค. หลังจากสภาคองเกรสไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่องงบประมาณสำหรับปีการคลัง 2014 หรือสถานการณ์ชัตดาวน์ รวมทั้งต้องขยายเพดานหนี้ ว่า สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าจากการติดตามและประเมินสถานการณ์ ณ เวลานี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่น่าเป็นห่วงมากนักว่าจะเกิดผลกระทบต่อประเทศไทย ถึงแม้เส้นตายจะอยู่ในวันที่ 17 ต.ค. แต่สหรัฐฯ ยังมีเงินอยู่ในมือถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาระก้อนแรกที่ต้องจ่ายมีประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าการต้องไปต่อสู้ในสภาที่อาจยืดเยื้อไปจนถึงสิ้นเดือน ต.ค.น่าจะยังไม่มีผลกระทบอะไร แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือในวันที่ 15 พ.ย.จะมีหนี้ก้อนใหญ่ที่สหรัฐต้องจ่ายอีกกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ก็ต้องมีการหาทางขยายเพดานหนี้

อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยืนยันว่ามีการเตรียมความพร้อมซึ่งปัจจุบันมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับค่อนข้างสูง ในส่วนของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง มีการหารือกับธปท. คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ก็พร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่เหมาะสมหากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในสหรัฐ และหากย้อนดูในอดีตเมื่อปี 2538 ที่สหรัฐฯเคยเจอปัญหา ประมาณ 3 - 4 สัปดาห์น่าจะจบ ทั้งนี้ธปท.ได้รายงานที่ประชุมว่าได้มีการบริหารความเสี่ยงคือพันธบัตร ที่ถืออยู่จะไม่ให้หมดอายุหรือครบกำหนดในช่วงเดือนต.ค.โดยให้มีการขยายเวลาไม่ให้เกิดความเสี่ยง กรณีผิดนัดชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยผู้ว่าฯ ธปท.รายงานว่าขณะนี้มีการพบว่าเริ่มมีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทยในตลาดตราสารหนี้ประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมกรณีหากเงินจะไหลออกไป นอกจากนี้ได้มีการวิเคราะห์ว่าหากสหรัฐฯมีปัญหาเกิดขึ้น ทั้งการขยายเพดานหนี้ไม่ได้ อาจจะมีเงินไหลเข้ามา แต่คาดว่าจะไม่ไหลเข้ามาแบบทันทีน่าจะไหลไปยังเงินสกุลอื่นก่อน ที่ประชุมมีการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐไม่น่ากระทบต่อเศรษฐกิจของไทยมากนัก

"นายกรัฐมนตรีกำชับที่ประชุมว่าอย่าเพิ่งนิ่งนอนใจจากสถานการณ์ของสหรัฐฯ โดยในวันที่ 17 ต.ค.มอบหมายให้กลุ่มเล็ก เช่น กระทรวงการคลัง ธปท. สศช.ที่เฝ้าติดตามสถานการณ์กรณีชัตดาวน์ และการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐฯ มาอัพเดตข้อมูลเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้สามารถรับมือได้ทันท่วงที และปัจจุบันต้องยอมรับเงินบาทมีเสถียรภาพ อยู่ที่ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ" นายธีรัตถ์ กล่าว