เลือดใหม่ธุรกิจสิ่งทอ รู้รับ-ปรับความคิด..คือทางรอด

เลือดใหม่ธุรกิจสิ่งทอ รู้รับ-ปรับความคิด..คือทางรอด

สถานการณ์ที่ใครๆ ก็ว่า 'หนัก' กับชะตากรรมอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยช่วงสิบปีหลัง แต่กลุ่มเจเนอเรชั่นใหม่ต้องรับมือด้วยไฟเต็มร้อย

ไม่สนุกเท่าไรที่ต้องถูกดึงตัวกลับมารับมือธุรกิจ ในวันที่กิจการโรงงานทอผ้าอายุกว่า 20 ปี ของผู้พ่อ มีปัญหากับหุ้นส่วนต่างชาติ และอยู่ระหว่างทางเลือกว่าจะ “ไปต่อ” หรือ “ปิดตัว” กับธุรกิจที่เริ่มไม่มีอนาคต

“นภัสนลิน วีรณรงค์ชยกุล” ทายาทรุ่นสอง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ที.เอส.เปเปอร์ทิ้ว สารภาพว่านี่คือโจทย์ยากสุดๆ โดยเฉพาะกับคนที่ต้นทุนความรู้ด้านสิ่งทอเท่ากับ “ศูนย์”

เมื่อผู้พ่อให้อิสระเต็มที่ เธอจึงเข้ามาเรียนรู้งานไปพร้อมกับแก้ปัญหาเร่งด่วน ทั้งเรื่องการเงิน ระบบงาน และคน ค่อยๆ เซ็ตระบบใหม่ โดยใช้เวลาไป 3 ปี กว่าจะสะสางงานให้ดีขึ้น พร้อมกับยอมรับว่าโรงงานทอผ้าไม่โตไปกว่านี้แน่ เธอจึงเลือกที่จะดึงธุรกิจที่มีอนาคตกว่าออกมา นั่นคือ “แกนกระดาษ” จากเดิมที่มุ่งทำแกนกระดาษสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอเพียงอย่างเดียว ในยุคที่สิ่งทอยังรุ่งเรือง โดยเริ่มขยายมาจับกลุ่มอื่นๆ อย่าง แกนกระดาษสำหรับพลาสติกและแพคเก็จจิ้ง ซึ่งมีกำไรดีกว่า

“แกนกระดาษ คู่แข่งน้อย และเราก็มีจุดแข็งพอสมควร ทั้งความรู้ ทั้งเครื่องจักร สำหรับแกนกระดาษเราเป็น 1 ใน 5 ของประเทศ ฉะนั้นเลยคิดว่ามุ่งไปด้านเดียวดีกว่า ส่วนงานทอผ้าก็ค่อยๆ ยุบ กระทั่งปิดตัวไป”

เข้ามาบุกธุรกิจใหม่และเต็มไปด้วยโอกาส แต่เธอบอกว่า ก็ต้องปรับตัวเพื่อสร้าง "แต้มต่อ"ในการแข่งขัน โดยเน้นคุณภาพและการบริการที่เร็วที่สุด เริ่มพัฒนาสินค้าคู่กับลูกค้า ขณะที่เป้าหมายชัด ไม่ขอเป็นที่หนึ่ง แต่เป็นที่สองที่ดีที่สุด!

ด้าน “ปิติ นิตย์ธีธานนท์” ทายาทรุ่นสองของธุรกิจ 25 ปี บริษัท กิจพัฒนาพิมพ์ย้อม บอกเราว่า เขาเองก็ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในธุรกิจครอบครัว เข้ามาเรียนรู้งานในทุกๆ แผนก โดยยึดคำพ่อสอนที่บอกว่า ต้อง “อ่อนน้อม” และ “ไม่ก้าวร้าว” ค่อยๆ พิสูจน์ตัวเอง

โดยโจทย์ที่เข้ามาปรับ ณ วันที่กิจการนี้ไม่ได้หอมหวาน นั่นคือ แสวงหาลูกค้ากลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น

“ผมทำโรงพิมพ์ เมื่อก่อนเวลาบริการให้ลูกค้ารายย่อยมากๆ อย่างทำเสื้อสัก 10-20 ตัว โรงงานขนาดนี้ไม่มีทางทำได้ อย่างน้อยก็ต้องสั่ง 5-6 พันตัวขึ้นไป แต่เดี๋ยวนี้เราขยายแผนกใหม่ โดยนำเทคโนโลยีการพิมพ์แบบใหม่เข้ามา ซึ่งให้สีสันใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น และสามารถรับงานในขนาดเล็กลงได้ด้วย เพื่อขยายไปยังกลุ่มใหม่ๆ อย่างยังดีไซเนอร์ได้”

ขณะที่ “สมพล เลิศศิริพาณิชย์” ทายาทรุ่น 3 ของบริษัทงามรุ่งอุตสาหกรรมสิ่งทอ ธุรกิจที่อยู่มานานกว่า 50 ปี เขายอมรับว่า ธุรกิจสิ่งทอในช่วงสิบปีให้หลัง เปลี่ยนจากเดิมชนิดที่ตำรากว่า 50 ปี ก็นำมาใช้ไม่ได้

“ความผันผวนของตลาดมีเยอะ ตำราที่เคยใช้แก้ปัญหาก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม อย่างของเดิมเราจะดูเป็นซีซัน อย่างช่วงนี้ซีซันขายดี แต่ปัญหาคือตอนนี้จะไม่มีอะไรที่ตายตัวอีกแล้ว”

ธุรกิจที่คาดเดาไม่ได้ ขณะที่แรงงานก็หายากหาเย็น คู่แข่งก็ไม่ได้มีแค่ในประเทศเท่านั้นแต่มีทั้งโลก แน่นอนว่าลูกค้าพร้อมจะเปลี่ยนใจได้เสมอ นั่นคืองานหนักที่ท้าทายทายาทรุ่นสามเช่นเขา

เขายังบอกว่าที่ผ่านมาธุรกิจแค่ทรงๆ ตัว แต่ถ้าไม่ปรับตัวก็มีแต่จะเล็กลง

นั่นคือที่มาของการออกไปแสวงหาความรู้ด้านสิ่งทออย่างจริงจัง เวลาเดียวกับที่เริ่มนำโครงสร้างใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ในองค์กร พัฒนาลายผ้าใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้า ไม่รอลูกค้ามาเคาะประตูจ้างผลิตเหมือนในอดีตอีกต่อไป

ด้าน “ปวิณ โรจนวงศ์” ทายาทรุ่น 3 ของธุรกิจเกือบ 60 ปี บริษัท แสนทวี อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ที่วันนี้นั่งเป็นเลขาธิการ สหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย อีกตำแหน่ง

เขาบอกว่าเข้ามาเริ่มงานในจังหวะที่ ธุรกิจมีการปรับตัวคือเปลี่ยนเครื่องจักรแบบเดิมมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น จึงมีโอกาสใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาลุยงานด้านเครื่องจักรอย่างเต็มที่

นอกจากปรับการทำงานภายใน เขายังนำเทคนิคใหม่ๆ มาเสนอให้กับลูกค้า อย่างการย้อมในเสื้อผ้าสำเร็จรูป

“โรงงานของเราทำทั้งย้อมผ้า และทำเป็นชิ้นด้วย อย่างที่เราทำใหม่ คือการเย็บเสื้อผ้าสำเร็จ แล้วมาย้อมทีหลัง ซึ่งตรงนี้จะได้ประโยชน์ตรงสามารถลดต้นทุนได้เยอะมาก และเกิดเอฟเฟคทำให้ลายเสื้อดูเก่า เกิดลายตะเข็บของเสื้อ กางเกง กระเป๋า กลายเป็นที่สนใจของตลาดมากขึ้น”

เวลาเดียวกันก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปพร้อมสร้างความเข้าใจให้พนักงาน เขาบอกว่า รูปแบบออเดอร์เปลี่ยนไปจากเดิมมาก โดยเวลามีงานเข้ามา จะมาทีละมากๆ เรียกว่าทำกันแทบไม่ทัน แต่ช่วงที่ไม่มีงาน ทุกอย่างก็เงียบสนิท เลยต้องอาศัยการปรับตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจ และสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงาน เพื่อรักษาคนช่วง “งานหด” ไว้ให้ได้

ปิดท้ายกับ “นลินี สุวรรณพัตรา” ผู้บริหารเจนสองของ บริษัท ฮาร์ทแอนด์มายด์แอพพาเรล เธอเข้ามาบริหารธุรกิจที่อยู่มานานนับ 20 ปี โดยโตมาจากงานรับจ้างผลิตเครื่องนุ่งห่ม มีตลาดหลักคือญี่ปุ่น พอญี่ปุ่นเบนเข็มไปใช้โรงงานจีน ธุรกิจก็ขยายไปยังลูกค้ายุโรปถึง 90%
ในวันนี้ธุรกิจในมือคนรุ่นใหม่ มีแบรนด์ของตัวเอง ทั้งเสื้อผ้าเด็กในชื่อ “millions of colors” ขวัญใจลูกหลานคนดัง ของอเมริกา ตลาดแจ้งเกิดของพวกเขา และเสื้อผ้าสตรี “pixie dust” ผลงานของดีไซเนอร์มืออาชีพที่ดึงมาปั้นแบรนด์ใหม่สู่ตลาดโลก

“6 ปีหลังธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงมาก แต่เราก็ยังทำรับจ้างผลิต เพราะแค่แบรนด์ยังไม่พอ โดยสัดส่วนแบรนด์อยู่ที่ 10% ก็พยายามขยับขึ้นมาเรื่อยๆ ธุรกิจในยุคของพวกเรา อยากเห็นการขยายตัวของแบรนด์ และตลาด จากยุโรปมาฝั่งเอเชียมากขึ้น”

ความที่เป็นคนรุ่นใหม่ และเคยทำงานในบริษัทข้ามชาติมาก่อน สิ่งที่เจนใหม่เลือกมาปรับใช้ในองค์กร จึงเป็นระบบการทำงานแบบมืออาชีพ อย่างการนำระบบการผลิตแบบลีน (Lean Manufacturing System) มาใช้ในโรงงาน เวลาเดียวกับการปลุกพลังทีมงานนับ 550 ชีวิต ให้ยังทำงานอย่างเต็มที่ และมีความสุขกับการทำงาน

สำหรับธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม แม้ไม่ได้หอมหวานเหมือนในอดีต แต่พวกเขายังเชื่อมั่นว่าจะยัง “ไปต่อได้” ด้วยการปรับตัวของเจเนอเรชั่นใหม่ เพราะอนาคตอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย อยู่ในกำมือของพวกเขา

................................................

Key to success อยู่รอดอย่างคนรุ่นใหม่

๐ ธุรกิจเดิมไปไม่ได้ ก็จับธุรกิจใหม่ที่มีอนาคต
๐ ปรับธุรกิจให้ยืดหยุ่น ขยายสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่
๐ ฉีกตำราเก่า ใช้ทฤษฎีที่ยืดหยุ่นแก้ปัญหา
๐ พัฒนาสิ่งใหม่ ไม่รอแค่รับออเดอร์ลูกค้า
๐ ต่อยอดสู่การสร้างแบรนด์
............................................