วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟันธงสหรัฐก้าวพ้นวิกฤติคลัง

นายกฯสั่งติดตามสถานการณ์ปัญหาการคลังของสหรัฐ หวั่นกระทบค่าบาท ฉุดส่งออกไตรมาสสุดท้าย ด้าน ธปท.ประเมินสหรัฐหาข้อยุติได้ แต่ใช้เวลาแก้ปัญหา

การต่อสู้ระหว่างพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีบารัก โอบามา และพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับอำนาจในการกู้เงินของรัฐบาล กำลังปะทุขึ้นหลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับสภาคองเกรสเรื่องการจัดทำงบประมาณฉุกเฉิน ซึ่งทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องปิดทำการเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี และกำลังเผชิญหน้าเรื่องการขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลในอีกไม่กี่สัปดาห์หน้า

ขณะนี้ได้เกิดความกังวลไปทั่วโลกว่าปัญหาเพดานหนี้ของสหรัฐ หากตกลงไม่ได้จะสร้างความผันผวนให้กับตลาดเงินทั่วโลก เช่นเดียวกับรัฐบาลที่สั่งให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้ประเมินว่าถึงที่สุดแล้วสหรัฐจะแก้ปัญหาได้

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าคณะทำงานกำกับบริหารนโยบายเศรษฐกิจมีการหารือถึงปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่เกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะต้องเฝ้าระวังว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

"เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 4 ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญ เพราะน่าจะเป็นช่วงที่ทำงานเรื่องการส่งออกได้ดี สิ่งสำคัญคือต้องเฝ้าระวังดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้มีความผันผวนเหมือนกับในช่วงกลางไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ที่เงินบาทแข็งค่าจนกระทบการส่งออกมาแล้ว ช่วงนี้มาเอาใจช่วยสถานการณ์นอกประเทศ และเหตุการณ์อุทกภัยที่ต้องติดตามเชื่อว่าไม่มีอะไรที่ต้องวิตก"นายกิตติรัตน์กล่าวภายหลังการประชุมคณะทำงานกำกับบริหารนโยบายเศรษฐกิจ ที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน

นายกิตติรัตน์กล่าวว่าการปิดหน่วยงานของรัฐในสหรัฐอเมริกา ที่ประชุมฯได้มีการหารือถึงผลกระทบของเหตุการณ์นี้ที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยโดยได้มีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต โดยในสมัยที่นายบิล คลินตัน เป็นประธานาธิบดีในปี 2538 ก็เคยมีการปิดหน่วยงานของรัฐเป็นเวลา 21 วัน แต่ก็ไม่ได้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากนัก

"ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะสามารถได้ข้อสรุปภายใน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งมองว่าประธานาธิบดีและ ส.ส.ของสหรัฐ จะมีความเข้าใจถึงผลกระทบของปัญหาที่จะเกิดขึ้น หากปัญหาคลี่คลายได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วก็อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย"

ด้านนายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกฯ สั่งให้หน่วยงานเศรษฐกิจติดตามสถานการณ์ภายนอกที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐ คือ การปิดทำการของหน่วยงานภาครัฐ มาตรการการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) รวมทั้งเศรษฐกิจของสภาพยุโรป (อียู) ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่นัก

"นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่าความผันผวนของเศรษฐกิจภายนอกประเทศจะกระทบกับค่าเงินบาทที่อาจกลับมาแข็งค่าและกระทบกับการส่งออกได้ ได้สอบถามถึงผลกระทบของการหยุดการดำเนินการของรัฐบาลกลางสหรัฐ"

นายธีรัตถ์ กล่าวว่า ที่ประชุมรายงานว่าการหยุดงานครั้งก่อนของรัฐบาลสหรัฐ 3 สัปดาห์ กระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ โดยผลกระทบส่วนใหญ่จะตกอยู่กับในประเทศเท่านั้น และไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อภาคเอกชนไทย โดยนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะกระทบเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสล่าสุดเพียง 0.1% เท่านั้นและคาดว่าในไม่ช้าคงจะหาทางออกได้

อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมฯ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมในช่วงครึ่งปีหลังและแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกำลังการซื้อของประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ และมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น เช่นเดียวกับนายประสาร รายงานว่าบรรยากาศและทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีส่วนในการส่งเสริมภาคเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะภาคการส่งออกที่จะเห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น

"นายกฯ ถือโอกาสขอบคุณผู้ว่าการ ธ.ป.ท.ที่ได้สนับสนุนการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยเฉพาะการให้สัมภาษณ์ประเด็นที่ว่าไม่กระทบต่อหนี้สาธารณะทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจในเศรษฐกิจไทยมากขึ้น"

คลังเตือนธปท.รับมือเงินไหลเข้า

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงกรณีที่สภาสหรัฐไม่ผ่านร่างงบประมาณปี 2557 ว่า คงไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจมากนัก เพราะตลาดได้รับรู้ข่าวไปแล้ว ซึ่งคิดว่าปัญหาที่จะเข้ามากระทบเป็นช่วงสั้นๆ และ เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต แต่ที่จะเป็นปัญหาคือ เรื่องเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐที่จะมีการพิจารณาในกลางเดือนต.ค. นี้ว่า จะมีการขยายหรือไม่ หากไม่ขยายต่อ จะส่งผลให้สหรัฐผิดนัดการชำระหนี้เป็นครั้งแรกและจะถูกปรับลดเครดิตลง

"ผลที่ตามมา คือ เงินจะไหลออก และ เข้ามาในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงไทยด้วย ฉะนั้น ไทยจะต้องรับมือกับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น ตรงนี้ ทางแบงก์ชาติต้องเตรียมรับมือ ถ้ามีความผันผวนของค่าเงินมาก ทางแบงก์ชาติก็ต้องกระตุก โดยมาตรการต่างๆ ในการรองรับนั้น ก็ถือว่าเพียงพอ ยกเว้นเรื่องของภาษีที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ” นายสมชัย กล่าว

ธปท.ชี้เพิ่งเริ่มต้น-ผลยังไม่ชัดเจน

ด้าน นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จะติดตามผลกระทบจากปัญหาการพิจารณางบประมาณสหรัฐอีก 2-3 วัน เพื่อให้เห็นถึงความชัดเจน

"จากสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐ ปัจจุบันยังไม่กระทบประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐไม่เยอะ เพราะว่าระยะเวลาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่มากนัก ส่วนความกังวลในเรื่องเงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากประเทศไทยนั้น ปัจจุบันยังไม่เห็นเงินทุนที่เคลื่อนย้ายออก ส่วนจะมาน้อยแค่ไหนนั้น ต้องติดตามตลาดเงิน"

นายเมธี กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทยังทรงตัว ส่วนผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทยนั้น อาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินเพราะเหตุการณ์พึ่งเริ่มต้น ยังไม่เห็นภาพชัดเจน และ ยังไม่ได้ส่งผลกระทบทันที

นายเมธี กล่าวว่า การหาทางออกวิกฤติของสหรัฐนั้น เชื่อว่าทางการสหรัฐจะสามารถเจรจาตกลงเรื่องการขยายเพดานหนี้งบประมาณร่วมกันได้เป็นข้อยุติในแนวทางที่ดี เพราะหากสหรัฐไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้ จนอาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรของรัฐบาล (Defult) จนทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจนั้น คาดว่าทุกฝ่ายคงไม่ต้องการให้เกิดภาพที่แย่ลงเช่นนั้นตามมา

คลังจับตาตลาดตอบรับเพดานหนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่า ผลกระทบจากปัญหาสหรัฐไม่มาก เห็นได้ชัดจากตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ปรับขึ้น ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ส่วนหนึ่งเพราะตลาดการเงิน และตลาดทุนได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์รัฐบาลสหรัฐปิดสำนักงาน ผลที่ตามมาคือเงินก็เริ่มไหลเข้ามาในภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ต้องติดตามดูมากกว่า คือ การพิจารณาขยายเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐในช่วงกลางเดือนต.ค. นี้ ว่าสหรัฐจะพิจารณาอย่างไร จากการประเมิน คาดว่าสหรัฐจะต้องมีการขยายเพดานหนี้แน่นอน แต่สิ่งที่ต้องจับตาดูคือตลาดการเงินจะตอบรับอย่างไร

"การปิดสำนักงานของรัฐบาลสหรัฐไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร เพราะเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต รอบนี้คิดว่าไม่น่าจะนานขนาดนั้น ถ้าสั้นกว่า 21 วัน คิดว่าไม่น่ามีปัญหาเลย แม้แต่สหรัฐที่ประเมินผลกระทบของตัวเองไว้ไม่มาก ถ้าหยุดไป 1 เดือนคิดว่าจะทำให้จีดีพีลดลง 0.1% ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยยิ่งน้อยมาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นน่าจะผ่านช่องทางตลาดเงินตลาดทุนโลกที่ผันผวน "

ตลท.แนะนักลงทุนติดตามใกล้ชิด

นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผน กลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ยังต้องติดตามดูว่าสหรัฐจะมีการแก้ปัญหาอย่างไร เพราะหากสถานการณ์ยืดเยื้อจะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้น คล้ายๆ กับเรื่องการตัดสินใจเรื่องมาตรการคิวอี ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลิกเมื่อใด

นายภากร กล่าวว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตลาดหุ้นผันผวน มีทั้งขึ้นและลง มีเงินไหลเข้าออกต่อเนื่อง ต้องติดตามใกล้ชิด ถ้าสหรัฐมีปัญหาเรื่องเครดิต ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ แน่นอนว่าเงินไหลออก ไปประเทศที่มีโอกาสในตลาดโลก ไทยก็เป็นในประเทศที่เงินจะไหลเข้ามา ขณะเดียวกันหากการแก้ปัญหาในสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรปดีขึ้น เงินก็ไหลไปยังประเทศเหล่านั้น

“ในช่วงนี้แนะนำนักลงทุนให้ติดตามสถานการณ์ในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด ลงทุนในสิ่งที่มีพื้นฐานที่ที่ดี อย่างน้อยมีการจ่ายปันผล เพราะไม่ว่าตลาดจะผันผวน แต่อย่างน้อยผลตอบแทนก็แน่นอนไม่ได้หายไป ส่วนปริมาณการซื้อขายตลาดหุ้นไทยที่เบาบาง เพราะมีความไม่แน่นอนในตลาดสูง นักลงทุนจึงรอดูสถานการณ์ก่อน”

บาทอ่อนตามสกุลเงินเอเชีย

บาทต่อดอลลาร์ภาคบ่ายอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยถูกกดดันจากแรงขายทำกำไรและการอ่อนค่าของสกุลเงินภูมิภาค จากความไม่แน่นอนเรื่องงบประมาณและเพดานหนี้ของสหรัฐ

ในช่วงท้ายตลาด บาทต่อดอลลาร์ อยู่ที่ 31.31/33 จาก 31.27/32 ช่วงเช้า ขณะที่ในตลาดต่างประเทศ (offshore) อยู่ที่ 31.32/34 จาก 31.26/30 ช่วงเช้า

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ กล่าวว่า ตลาดย้ายความกังวล มาอยู่ที่เรื่องเพดานหนี้ (สหรัฐ) มากขึ้น แล้วก็มี take profit ออกมาด้วย หลังจากที่เมื่อวานนี้บาท แข็งค่าไปพอสมควร โดยเงินบาทวันนี้อ่อนค่าลงจากแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินภูมิภาค ที่ถูกกดดันจากการแก้ปัญหางบประมาณและเพดานหนี้ของสหรัฐ ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนออกมา

สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียอ่อนค่าลงวานนี้ โดยปรับฐานหลังจากที่พุ่งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในวันก่อน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐได้เริ่มปิดทำการหน่วยงานรัฐบาลบางส่วน

"โอบามา"หั่นโปรแกรมทัวร์เอเชีย

ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ได้ปรับลดแผนการเดินทางเยือนเอเชีย ขณะที่การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐได้ ล่วงเข้าสู่วันที่สองแล้ว โดยยังไม่มีแนวโน้มว่าพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน จะสามารถยุติข้อพิพาทเกี่ยวกับงบประมาณได้เมื่อใด

คาดว่าประธานาธิบดีโอบามา จะออกเดินทางวันเสาร์นี้ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดที่อินโดนีเซียและบรูไน ขณะที่สื่อมาเลเซีย รายงานคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ว่า ประธานาธิบดีโอบามา จะยกเลิกการเดินทางเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ ส่วนกำหนดการเยือนฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายในการเยือนเอเชียครั้งนี้ ก็ยังคงมีความไม่แน่นอน

การตัดกำหนดการเยือนเอเชียจะทำให้ประธานาธิบดีโอบามา สามารถเดินทางกลับสหรัฐได้ก่อนที่จะเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำให้สหรัฐเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ ถ้าหากสหรัฐไม่สามารถเพิ่มเพดานหนี้ก่อนวันที่ 17 ต.ค.