"เชลล์"เตือนหน่วยงานรัฐ-เอกชน ผนึกกำลัง รับมือความท้าทายความต้องการใช้พลังงาน-ผลกระทบสิ่งแวดล้อม
แรงกดดันที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรต่างๆ ที่กำลังเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันประชากรของโลกเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จาก 7 พันล้านคนในปัจจุบันเป็น 9 พันล้านคนในปี ค.ศ.2050 และประชากรครึ่งหนึ่งจะอาศัยอยู่ในเอเชีย
ประชากรที่เพิ่มจำนวนขึ้น ต้องการใช้พลังงานที่มากขึ้น เพื่อผลิตอาหาร การขนส่ง และการสื่อสาร การสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ระหว่างความต้องการใช้พลังงานกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึง
นายอัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงผลการวิจัยครั้งใหม่ของบริษัทเชลล์ประเทศไทย ว่าคนเอเชียรู้สึกว่าความต้องการพลังงานในอนาคตเป็นปัญหาสำคัญ โดยคนออสเตรเลีย สิงคโปร์ เวียดนาม และคนไทยอย่างน้อย 7 ใน 10 คน ระบุว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญที่สุดสำหรับอนาคต
ส่วนในไทยผลสำรวจยังระบุว่า ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของพลังงานในอนาคต
ผลสำรวจยังตอกย้ำแบบจำลองสถานการณ์ของเชลล์ ที่ศึกษาเรื่อง “แบบจำลองสถานการณ์ด้วยเลนส์ใหม่” (New Lens Scenarios) ว่า เศรษฐกิจ การเมือง และพลังของภาคสังคมจะมีบทบาทอย่างไรในศตวรรษที่ 21 และจะส่งผลต่อระบบพลังงานทั่วโลกและสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง
รายงานฉบับนี้ชี้ว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างชาญฉลาด รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน จะมีบทบาทสำคัญยิ่ง ซึ่งต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว
"เราจะต้องมีนโยบายที่มั่นคงและส่งผลในระยะยาว เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐ ต้องร่วมกันสร้างความมั่นใจว่า การลงทุนด้านการพัฒนาทรัพยากรและสาธารณูปโภคเป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อตอบสนองอุปสงค์ด้านพลังงานในอนาคต ความร่วมมือกันจะช่วยให้เรากำหนดนโยบาย ที่จะเอื้อให้ชุมชนและอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงอุปทานด้านพลังงานที่มั่นคงในราคาที่แข่งขันได้"
อีก 7 ปีข้างหน้า อุปสงค์ด้านพลังงานของโลก จะเพิ่มขึ้นจากปริมาณที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เท่ากับระบบพลังงานทั้งระบบของประเทศจีน ซึ่งอุปสงค์ที่พุ่งขึ้น เป็นความท้าทายครั้งสำคัญ ผลที่จะตามมา คือ ชาวเอเชีย โดยเฉพาะชาวไทย มีความกังวลเป็นอันดับต้นๆ ในเรื่องการขาดแคลนพลังงาน รวมถึงราคาพลังงานที่สูงขึ้นมาก
ความท้าทายเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างแข็งขันของภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และชุมชน ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย เห็นด้วยในข้อนี้ โดยชาวไทยกว่า 70% ระบุว่าความร่วมมือกัน คือ ปัจจัยสำคัญที่สุดในการสร้างทางออก เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานในอนาคต แม้ว่าส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าประชาชน และรัฐบาลจะมีบทบาทสำคัญที่สุดในการสร้างอนาคตด้านพลังงานที่มั่นคงยิ่งขึ้น
การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงเติบโตขึ้น แต่จำเป็นต้องมีการผสมผสานพลังงานหลายประเภทในอนาคต เพื่อให้ได้พลังงานโดยรวมที่สะอาดและยั่งยืน
ทั้งนี้ในเอเชียมีแรงสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนรวมถึงการใช้ก๊าซธรรมชาติ ชาวไทย 8 ใน 10 คนเชื่อว่าพลังงานแสง อาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอนาคต ขณะที่มีผู้ตอบแบบสอบถาม 35% ที่เห็นว่าก๊าซธรรมชาติเป็นตัวเลือกพลังงานที่ดีสำหรับอนาคต
ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงาน ที่ควรพิจารณาการใช้อย่างจริงจัง การเน้นใช้ก๊าซ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เผาไหม้ได้สะอาดที่สุด จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ผลมากที่สุดในช่วง 30 ปีต่อจากนี้ โดยก๊าซธรรมชาติที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอัตราประมาณเพียงครึ่งหนึ่งของการใช้ถ่านหินและการใช้ก๊าซ ยังช่วยสนับสนุนการเติบโตของพลังงานหมุนเวียนอีกด้วย
แบบจำลองสถานการณ์ของเชลล์ มองว่าอุปทานของไฟฟ้า ที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนอาจขยายตัวถึง 3 เท่าในช่วง 2 ทศวรรษข้างหน้า แต่พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ยังจะต้องมีพลังงานอื่น ช่วยสนับสนุนเพราะพลังงานทั้ง 2 แหล่งนี้ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา
นอกจากนี้การพัฒนาด้านเทคโนโลยี จะช่วยค้นหาวิธีการใหม่ๆ ที่จะเอาชนะความท้าทาย เพื่อพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ ตลอดจนหาวิธีการต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(Carbon Capture and Storage - CCS) จะมีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้าที่ปลอดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอีก 50 ปีข้างหน้า การพัฒนาเทคโนโลยี CCS ในโครงการนำร่องสาธิตในปัจจุบัน จะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังเพื่อนำศักยภาพมาใช้ให้บรรลุผลจริงในทศวรรษต่อไป








