พนักงานทุกคนของเราจะต้องมีความสุขกับการทำงาน และในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ต้องมีชีวิตที่สมดุลด้วย
เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มองเห็นโอกาสการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC สำหรับ วอลโว่ กรุ๊ป
ล่าสุดบริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถ บรรทุกหนัก และรถโดยสารขนาดใหญ่ภายใต้ชื่อวอลโว่ ทรัคส์ และยูดี ทรัคส์ ประกาศเปิดรับ สมัครพนักงานประจำศูนย์บริการมากกว่า1,000 อัตรา เพื่อเข้ามาเสริมฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่ายบริการหลังการขาย และฝ่ายสนับสนุน (แต่ขอกระซิบว่ามีความต้องการช่างเทคนิคมากกว่า 300 อัตราเลยทีเดียว)
ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับแผนการขยายสาขาทั่วประเทศทั้งสิ้น 17 สาขา เป็นจำนวนเงินลงทุน 3,000 ล้านบาท อีกทั้งยังได้ลงทุนเพิ่มกำลังการประกอบรถบรรทุกบนถนนบางนา- ตราด ด้วยจำนวนเงินลงทุน 2,000 ล้านบาท
"ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน ทำให้การรับสมัครพนักงานต้องใช้เวลามากกว่าในอดีต" มร. ฌาคส์ มิเชล ประธานกรรมการ บริษัท วอลโว่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นผลบวกกับประชนชาวไทย..ทว่ากลับสร้างความท้าทายต่อบริษัทนายจ้างอยู่ในขณะนี้
ซึ่งเขาคอนเฟิร์มว่า "คน" นั้นถือเป็น "สินทรัพย์" ที่สำคัญมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บริษัทต้องการการเจริญเติบโต
"องค์กรจะเติบโตได้อย่างมั่นคง จะต้องมีพนักงานที่มีคุณภาพ"
ดังนั้นเมื่อบริษัทรับคน (เก่ง) เข้ามาเป็นพนักงานองค์กรแล้ว วอลโว่ กรุ๊ปก็ยังมุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพของคนอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีได้ทุ่มเทงบประมาณสำหรับการฝึกอบรมพนักงานมากกว่า 50 ล้านบาทเลยทีเดียว
"วอลโว่ กรุ๊ปวางแผนการฝึกอบรมที่ครบเครื่องเป็นระบบอย่างเต็มรูปแบบ คือมีการประสานงานกับสถาบันการศึกษา นักวิชาการ เพื่อหาข้อมูลและออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการทำงาน ภายใต้แนวคิด มหาวิทยาลัยวอลโว่ หรือ Volvo Group University โดยเป็นการฝึกอบรมทั้งในส่วนของระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ ภาวะความเป็นผู้นำ ทั้งสายงานบริหารและสายงานวิศวกรรม ซึ่งหลักสูตรดังกล่าวมานี้ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับพนักงานของเราทั่วโลก"
พนักงานวอลโว่ กรุ๊ป ในทุกสาขาอาชีพ ยังมีโอกาสไปเข้าร่วมประชุมและฝึกอบรมที่ต่างประเทศ เพื่อเพิ่มพูนทักษะและสร้างโอกาสในการเรียนรู้ เพิ่มเติมพร้อมทำความรู้จักเพื่อนร่วมงานจากหลาย ๆประเทศ ซึ่งยังถือเป็นการสร้างเครื่องข่ายในการทำงานอีกด้วย
กล่าวคือ พนักงานคนไทยทุกคนก็จะได้รับโอกาสที่ไปทำงานต่างประเทศ (หากมีความพร้อมและความสามารถ) หรือแม้กระทั่งพนักงานมีความต้องการไปฝึกงานในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็สามารถแจ้งความประสงค์กับผู้บริหารได้เช่นกัน มร. ฌาคส์ มิเชลบอกว่ามีพนักงานไทยจำนวนไม่น้อยเติบโตในสายงานจากการไปหาประสบการณ์ทำงานในหลายต่อหลายประเทศ
องค์กรแห่งนี้สร้างโอกาสในการเติบโตให้กับพนักงานทุกคน และโดยหลักการแล้วจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ระดับ ดังต่อไปนี้
ระดับเริ่มต้น Emerging Leadership สำหรับประเมินผู้ที่มีโอกาสเติบโตขึ้นเป็นระดับผู้จัดการ
ระดับที่ 2 Leading People สำหรับผู้ที่มีตำแหน่งผู้จัดการเป็นฐานเริ่มต้น คนระดับนี้และมีลูกทีมอยู่ในการดูแล 3 - 10 คน
ระดับที่ 3 Leading Leader สำหรับผู้ที่มีผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ถึง 2 ระดับด้วยกัน และแน่นอนว่าหน้าที่ของตำแหน่งงานระดับนี้ก็คือ การบริหารลูกทีมที่เป็นผู้จัดการ นั่นคือตำแหน่งกรรมการ อีกทั้งยังเป็นตำแหน่งงานสามารถไต่เต้าไปได้ถึงระดับ GM หรือ VP
ระดับที่ 4 Leading Business สำหรับผู้ที่ต้องดูแลภาพใหญ่ขององค์กร รวมไปถึงระบบงบประมาณ เป็นตำแหน่งที่ต้องดูแลคุมคนทั้งองค์กร รวมไปถึงการลงทุน การสร้างความร่วมแรง ร่วมใจกันในบรรดาพนักงานที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบทั้งองค์กร และที่สำคัญตำแหน่งดังกล่าวต้องมีความพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายตนเองไปบริหารงานยังประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลกด้วย
อย่างไรก็ตามผู้บริหารทั้ง 4 ระดับนี้ จะถูกซอยย่อยออกเป็น 12 ขีดความสามารถหรือ competency (โดยแต่ละขีดความสามารถยังแตกออกไปมากถึง 39 เรื่อง)
นอกจากนั้นที่วอลโว่ กรุ๊ปนั้น จะมีการประเมินขีดความสามารถของพนักงานแต่ละคน พร้อมกับมีการสื่อสารแบบสองทาง คือจะมีการส่งผลการประเมินไปให้กับผู้ถูกประเมินเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน การประเมินทำให้ทราบถึงจุดอ่อน จุดแข็งของทักษะด้านต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวของพนักงาน ซึ่งหากพบข้อแก้ไขก็ทำการเติมเต็มด้วยการฝึกอบรม
ประการสำคัญก็คือ ต้องมีการตรวจเช็คเพื่อให้แน่ใจว่าการฝึกอบรมได้ผลมากน้อยเพียงใด
โดยแต่ละปี องค์กรแห่งนี้มีการวางเป้าหมายให้กับพนักงานทั้งที่เป็นเชิงธุรกิจและเป้าหมายการใช้ชีวิต ซึ่งในส่วนแผนธุรกิจนั้นจะมีเป้าหมายรายบุคคลจำนวน 3 เรื่องด้วยกันในแต่ละปี และจะมีการทบทวนกัน 3 ครั้งต่อปีเช่นกัน ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมจะเป็นการกำหนดเป้าหมาย ช่วงเดือนมิถุนายน จะมีการประเมินและทบทวนเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วนเดือนธันวาคมเป็นการสรุปผลว่าบรรลุเป้าหมายหรือไม่
"แต่ที่สุดแล้วพนักงานทุกคนในวอลโว่ กรุ๊ป จะต้องมีความสุขกับการทำงาน และในเวลาเดียว พวกเขาก็ต้องมีชีวิตที่สมดุลด้วย"






