4 หน่วยงานรัฐเดินหน้าลงทุน"ทีวีดิจิทัล"กว่า"หมื่นล้าน" ลุยแผนบริหารโครงข่าย หวังปั้นฐานรายได้รับยุคดิจิทัล "อสมท"แยกลงทุน"โครงข่ายเดียว"
ภายใต้โรดแมพเปลี่ยนระบบส่งสัญญาณโทรทัศน์จากอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัลของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เริ่มกระบวนการตั้งแต่ต้นปีนี้ นอกจากความเคลื่อนไหวของ "เอกชน" ที่เตรียมแผนลงทุนประมูลช่องทีวีดิจิทัล ธุรกิจ 24 ช่อง
ในกลุ่มองค์กรรัฐและรัฐวิสาหกิจในกิจการสื่อ 4 หน่วยงานหลัก คือ บมจ.อสมท ,สถานีโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ,กรมประชาสัมพันธ์ และไทยพีบีเอส ต่างเตรียมแผนและองค์กรก้าวสู่ยุคดิจิทัลเช่นกัน
หลังจากทั้ง 4 หน่วยงานได้รับ "ใบอนุญาต" โครงข่าย(Mux) ระยะเวลา 15 ปี ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้บริการส่งสัญญาณช่องทีวีดิจิทัล โครงข่ายละ 8 ช่อง แบ่งเป็นช่องมาตรฐานปกติ (SD) 6 ช่อง และเอชดี 2 ช่อง
นอกจากนี้ทั้ง 4 หน่วยงานดังกล่าวได้เตรียมลงทุนให้บริการ "ช่องรายการ" ทีวีดิจิทัล โดย อสมท ประกาศแผนประมูลช่องธุรกิจ 3 ช่อง ขณะที่ช่อง 5 และช่อง11 พร้อมยื่นขอใบอนุญาตช่อง "บริการสาธารณะ" สิ้นสุดการได้รับสิทธิใช้คลื่นอนาล็อกภายใน 5 ปีนับจากนี้ ขณะที่ไทยพีบีเอส ได้รับใบอนุญาตประเภทสาธารณะช่องแรก และจะได้รับการจัดสรรช่องสาธารณะเพิ่มอีก 1 ช่อง หลังคืนคลื่นอนาล็อกให้ กสทช. ภายใน 5 ปีจากนี้
ลงทุน"หมื่นล้าน"รับยุคทีวีดิจิทัล
สำหรับแผนการลงทุนเพื่อรองรับการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลของทั้ง 4 หน่วยงานดังกล่าว ประกอบด้วยการลงทุนโครงข่าย ช่องรายการ และอุปกรณ์การออกอากาศระบบดิจิทัล รวมมูลค่ากว่า "หมื่นล้านบาท"
นายเอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท กล่าวว่าภายใต้โครงการลงทุนทีวีดิจิทัล เบื้องต้นเตรียมงบประมาณไว้ราว 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโครงข่าย 1,000 ล้านบาท และซื้อซองเพื่อร่วมประมูลทีวีดิจิทัล 3 ซอง คือ ช่องเด็ก,วาไรตี้SD และเอชดี โดยมีเป้าหมายชนะการประมูล 1-2 ช่อง โดยเฉพาะช่องเอชดี ซึ่งมีความพร้อมจากการเป็นผู้ประกอบการรายเดิม ทั้งด้านสตูดิโอและเครื่องมือออกอากาศ
พันเอกณัฏฐ์ เทียนทองดี ผู้อำนวยการฝ่ายรายการ สถานีโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) กล่าวว่า ช่อง5ได้กำหนดแผนการลงทุนมูลค่า 2,500 ล้านบาทในช่วงปีนี้ถึงปีหน้า เพื่อรองรับการก้าวสู่ยุคทีวีดิจิทัล แบ่งเป็นการลงทุนโครงข่าย มูลค่า 1,700 ล้านบาท โดยกำลังอยู่ระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณระบบดิจิทัล ในสถานีส่งหลักทั่วประเทศ 39 สถานี รวมทั้งสถานีเสริม วางเป้าหมายครอบคลุมทั่วประเทศภายใน 2-3 ปี
นอกจากนี้ยังได้ลงทุนราว 800 ล้านบาท สร้างสตูดิโอและอุปกรณ์ออกอากาศระบบดิจิทัล รองรับกับการเปิดใช้อาคารอเนกประสงค์ของ ช่อง5 ภายในปีนี้ ด้วยงบประมาณการลงทุน 1,600 ล้านบาท
"ในช่วงเปลี่ยนจากทีวีอนาล็อกสู่ดิจิทัล ที่ช่องธุรกิจ 24 ช่อง จะเริ่มออกอากาศในปีหน้า คาดว่าหลังจากนั้นผู้ประกอบการฟรีทีวี อนาล็อกรายเดิมทุกราย มีแนวโน้มรายได้ลดลง เนื่องจากมีคู่แข่งทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้น"
ขณะที่ช่อง5 มีเป้าหมายขอใบอนุญาตประกอบกิจการ "ทีวีสาธารณะ" เพื่อความมั่นคง จาก กสทช. ซึ่งกฎหมายกำหนดให้หารายได้แบบพอเพียง ไม่แสวงหากำไร อย่างไรก็ตาม ช่อง5 จะมีรายได้จากการให้บริการโครงข่ายกับผู้ประกอบการช่องรายการ "ทีวีดิจิทัล" ทดแทน ซึ่งเป็นรายได้ระยะยาวที่มั่นคงจากใบอนุญาต 15ปี
เช่นเดียวกับนายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่ากรมฯ ได้กำหนดงบลงทุนก้าวสู่ยุคทีวีดิจิทัล 3 ปี มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนโครงข่าย อุปกรณ์ ห้องส่ง สตูดิโอ เป็นต้น โดยเสนอของบประมาณลงทุนปี 57 ไว้ที่ 1,100 ล้านบาท ทั้งนี้ กรมฯ ได้กำหนดการให้บริการโครงข่าย สำหรับช่องชุมชน เป็นหลัก เนื่องจากเป็นภารกิจสำคัญในการส่งเสริมข้อมูล ข่าว และสาระในระดับท้องถิ่น
ทางด้าน องค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส หนึ่งในผู้ได้รับใบอนุญาตโครงข่าย กำลังอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุนโครงข่าย ที่มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก คาดว่าไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท
'อสมท'ชงบอร์ดลงทุนโครงข่ายเดียว
แหล่งข่าวจาก บมจ.อสมท เปิดเผยว่าการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด อสมท) วานนี้ (24 ก.ย.) ผู้บริหาร อสมท ได้ขออนุมัติจากบอร์ด เพื่อใช้งบลงทุนโครงข่ายมูลค่า 1,000 ล้านบาท พร้อมเสนอแผนการลงทุน "โครงข่ายเดียว" จากเดิมได้มีการเจรจากับอีก 3 หน่วยงานรัฐ ที่ได้รับใบอนุญาตโครงข่ายจาก กสทช. เพื่อลงทุน "โครงข่ายร่วม" ด้วยการใช้สถานีส่งหลัก ซึ่ง กสทช.กำหนดไว้ 39 สถานีทั่วประเทศร่วมกัน เดิมได้เลือกใช้สถานีหลักของไทยพีบีเอส 34 สถานี และสถานีหลัก อสมท 5 สถานี
แต่หลังจากการทดลองส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลร่วมกัน พบว่าสถานีส่งหลักหลายแห่งมี "จุดบอด" ในการส่งสัญญาณได้ไม่ครอบคลุมพื้นที่ จากปัญหาเทคโนโลยีสายส่งสัญญาณรุ่นเก่า ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาการส่งสัญญาณ"ล่ม" ในบางพื้นที่ ซึ่งอาจกระทบต่อ "ช่องทีวีดิจิทัล" ที่ใช้บริการโครงข่าย อสมท ดังนั้นผู้บริหารจึงเสนอบอร์ด ให้มีการลงทุนเทคโนโลยีใหม่สายส่งสัญญาณ ที่สามารถส่งสัญญาณได้ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง เพื่ออุดช่องว่างการส่งสัญญาณไม่ครอบคลุมพื้นที่โดยเฉพาะในเขตเมืองและชุมชน
"อสมท ได้การยุติแนวความคิดร่วมกับผู้ได้รับไลเซ่นโครงข่ายรายอื่นๆ เพื่อลงทุนโครงข่ายเดียวระดับประเทศ หรือ single network provider โดยจะลงทุนโครงข่าย สถานีหลัก 39 เสาส่งสัญญาณ รวมทั้งสถานีเสริมทั่วประเทศตามที่ กสทช.กำหนด" แหล่งข่าวกล่าว
ภายใต้แผนลงทุนโครงข่ายดังกล่าวคาดว่าปีแรกจะขยายพื้นที่รับส่งสัญญาณให้ครอบคลุม 50% ตามประกาศฯ กสทช. และปีที่สองมั่นใจว่าจะสามารถขยายพื้นที่่บริการครอบคลุมไม่ต่ำกว่า 90% ของจำนวน 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ คาดว่าจะสร้างรายได้คุ้มทุนภายในปีที่ 6 ของการดำเนินการ จากการให้บริการช่องรายการเอชดี 2 ช่องและช่องเอสดี 6 ช่อง ประเมินรายได้ปีละกว่า 720 ล้านบาท
ทั้งนี้ อสมท ได้เสนอค่าเช่าโครงข่ายต่อ กสทช. ไปแล้ว คือ ช่องเอชดี เดือนละ 5 ล้านบาท หรือปีละ 60 ล้านบาท ส่วนช่องเอชดีอัตราค่าเช่าเพิ่มขึ้น 3 เท่าอยู่ที่เดือนละ 15 ล้านบาท หรือปีละ 180 ล้านบาท โดยใบอนุญาตทั้งโครงข่ายและช่องรายการมีระยะเวลา 15 ปี ดังนั้นรายได้จากการให้บริการโครงข่ายจะเป็นอีกแหล่งรายได้หลักของ อสมท หลังยุติทีวีอนาล็อก และสิ้นสุดสัมปทานที่ได้รับจากทรูวิชั่นส์และช่อง3








