วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โพลล์ชี้คนไทยใช้จ่ายฝืดท่องเที่ยวยอดหด

ผู้ประกอบการไม่เชื่อมั่น "ท่องเที่ยว" พยุงเศรษฐกิจ เหตุเศรษฐกิจชะลอตัวไตรมาสสุดท้ายจ่อฉุดรายได้ลดกว่า 23% ชี้ปัญหาใหญ่กำลังซื้อคนไทยลด

นายพงศธร เกษสำลี รองผู้ว่าการด้านนโยบายและแผน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ผลจากการสำรวจความคิดเห็นหัวข้อ “ท่องเที่ยว : พระเอกที่จะค้ำยันเศรษฐกิจไทยปีนี้จริงหรือ?” ภายใต้โครงการจัดทำผลสำรวจ TAT Tourism Poll เก็บข้อมูลวันที่ 10-17 ก.ย.ที่ผ่านมา พบผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่คิดว่า ท่องเที่ยวจะมีบทบาททำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

สาเหตุหลักมาจากปัจจัยลบที่แวดล้อมอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ โดยกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวราว 48% คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวไตรมาสสุดท้าย และแนวโน้มรายรับลดลงราว 22.9%

ทั้งนี้ มีผู้ประกอบการเพียง 1 ใน 4 เท่านั้นที่ระบุว่ามีแนวโน้มรายรับเพิ่มขึ้นราว 19.4% และกลุ่มดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของต่างชาติอย่างภูเก็ต และชลบุรี ขณะที่อีก 29.1% เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจไทยจะไม่เปลี่ยนแปลงและยังคงมีรายได้เท่าเดิม

พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กว่า 33.4% เห็นตรงกันว่า การที่ “ลูกค้ามีกำลังซื้อน้อยลง” ถือเป็นปัจจัยที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมากที่สุด ตามด้วยการชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่างๆ 12% และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา 11.7%

"แม้ว่าสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 21% และมีแนวโน้มจะสูงถึง 26 ล้านคน แต่เหตุผลที่ทำให้ผู้ประกอบการยังไม่มั่นใจว่าท่องเที่ยวจะค้ำยันเศรษฐกิจได้ เป็นเพราะกำลังซื้อของคนไทยที่มีแนวโน้มลดลงชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อสอบถามเรื่องวางแผนการใช้จ่ายเงินในชีวิตประจำวันช่วงไตรมาสสุดท้าย พบว่าคนไทยต้องเตรียมแผนรับมือค่าครองชีพเพิ่มถึง 16.1% และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มราว 15.4% ทำให้หันไปตัดค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวลงถึง 21.1% เช่นเดียวกับลดการใช้จ่ายด้านบันเทิง อาทิ ดูภาพยนตร์ รับประทานอาหารนอกบ้าน 16.8%"

ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือกับสภาพเศรษฐกิจถดถอย ผู้ประกอบการจึงมุ่งเตรียมการ 4 เรื่องหลักประคองสถานการณ์ 73.3% เลือกจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า ตามด้วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเก่า 60.9%, พัฒนาบุคลากรในองค์กร 54.7% และพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ 54.4%

ขณะเดียวกันยังต้องการมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐอีก 3 ด้านที่จำเป็นคือ ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและสถานที่พักให้ทั่วถึงกว่า 20.7%, ช่วยควบคุมราคาสินค้าไม่ให้สูงขึ้น 14.7% และช่วยโปรโมทผ่านสื่อที่หลากหลายมากขึ้นราว 11%

ด้านการสำรวจความเชื่อมั่นในส่วนประชาชนทั่วไป เชื่อว่าผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้ คือ ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้นกว่า 71.3% ตามด้วยปัญหาการใช้จ่ายสินค้าและบริการลดลง 58% และเกิดภาวะการว่างงานและการตกงานมากขึ้น 55.9%

ส่วนปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในปัจจุบันมาจาก 3 เรื่องหลักคือ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ 65.8%, การปรับขึ้นราคาของสินค้าและบริการ 61.6% และการชุมนุมประท้วงของประชาชน 55.6%

ขณะเดียวกัน การสำรวจสถานะการเงินของคนไทยในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน พบด้วยว่ามีถึง 48.3% รายได้พอใช้แต่ไม่มีเงินเก็บ ขณะที่อีก 38.4% รายได้ไม่พอกับรายจ่าย โดยกลุ่มที่รายได้ดีมีเงินออมมีเพียง 13.4% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีประชาชนถึง 85.2% ยังตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ (อย่างน้อย 1 ครั้ง) มีจุดหมายที่ตั้งใจเดินทางในช่วง 3 เดือนต่อไปนี้ คือ เชียงใหม่ 13.4%, ชลบุรี 12.4% และระยอง 7.4% แต่มีราว 71.3% ระบุว่า หากภาครัฐมีนโยบายนำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวมาลดหย่อนภาษี จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มเติมได้อีก

การสำรวจครั้งนี้ เก็บข้อมูลจาก 2,100 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผู้ประกอบการ 700 ตัวอย่าง และประชาชน 1,400 ตัวอย่างใน 7 พื้นที่หลักด้านท่องเที่ยว ได้แก่ กรุงเทพฯ, กาญจนบุรี, ชลบุรี, นครราชสีมา, เชียงใหม่, ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี

จากข้อมูลปี 2555 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยทำรายได้คิดเป็น 13.8% ของจีดีพี หรือคิดเป็นรายได้รวมราว 1.57 ล้านล้านบาท ซึ่งหากแยกรายได้จากตลาดต่างประเทศคิดเป็น 8.65% ของจีดีพี และรายได้จากในประเทศคิดเป็น 5.18% ของจีดีพี

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนเป็นห่วงภาวะชะลอตัวด้านการบริโภคในประเทศเป็นอย่างมาก และต้องการให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งจัดโปรแกรมส่งเสริมการตลาดผ่านการทำโปรโมชั่นจูงใจให้คนไทยเดินทาง เพื่อให้ทันเทศกาลท่องเที่ยวช่วงไฮซีซันที่จะถึงนี้

ส่วนการที่รัฐบาลประกาศว่าจะไม่ดำเนินมาตรการลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย ยอมรับว่าอาจทำให้เสียโอกาสกระตุ้นตลาดต่างประเทศไปบ้าง แต่ไม่ใช่ผลกระทบที่เป็นนัยสำคัญต่อการเติบโตของการท่องเที่ยว โดยสิ่งที่จะมีผลต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมมากกว่าคือ ขาดการวางระบบพัฒนาการขนส่งมวลชนในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักให้มีมาตรฐาน และขาดมาตรการด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว