คาดส่งออกปี 57 เติบโต 5-7% จาก 4% ในปีนี้
กระทรวงพาณิชย์ปรับลดเป้าหมายการส่งออกปี 56 เป็นเติบโต 4% จากเดิม 7-7.5% เพราะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลายประเทศชะลอตัว และสินค้าเกษตรของไทยมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงงานเป็น 300 บาทต่อวัน, การกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีที่ประเทศคู่ค้านำมาใช้มากขึ้น, ปริมาณอุปทานกุ้งที่ลดลง 30-40% จากโรคระบาด EMS สำหรับ 8 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 1%YoY อยู่ที่ 152,836 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตในอัตราที่เร่งตัวขึ้นช่วงไตรมาส 4 สำหรับปี 57 ทางกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการเติบโตของมูลค่าส่งออกไทยไว้ที่ 5-7% โดยปัจจัยหนุน คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐ, จีน, ยุโรป ส่วน DBS Group Research คาดการณ์ว่ามูลค่าส่งออกรูปดอลลาร์สหรัฐของไทยจะเติบโต 4% ทั้งในปีนี้และปี 57
เราเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นของการส่งออกในบางอุตสาหกรรม เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนยานยนต์, อาหารแปรรูป (ไม่รวมกุ้ง) ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น สินค้าอุตสาหกรรมเริ่มสะสมสต็อกในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 ก่อนที่จะหยุดยาวในเดือนธ.ค. ทำให้คำสั่งซื้อทยอยกลับเข้ามาเพิ่มขึ้น
มีมุมมองที่ดีขึ้นกับกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยหุ้นTop Pick คือ DELTA โดยคาดว่ายอดขายรูปดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวเฉลี่ย 15-20% ในปี 56-57 หนุนให้ EBITDA และกำไรเติบโตดี บริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติจะขยายตัว 21% ในปีนี้ และเติบโตต่อ 13% ในปี 57 แม้ว่าจะมีความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอยู่บ้างก็ตาม ฐานะการเงินแข็งแกร่งมาก โดย ณ สิ้นมิ.ย.56 มีเงินสดสุทธิ 1.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 9.4 บาทต่อหุ้น บริษัทจ่ายปันผลสูง คาดการณ์ Dividend Yield ปีนี้ไว้ประมาณ 5% แนะนำซื้อลงทุน ราคาเป้าหมาย 56 บาท
ส่วนกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน คาดว่าธุรกิจจะค่อยๆ กระเตื้องขึ้นในปี 57 หลังจากผ่านพ้นช่วงปรับตัวและระบายสต็อกรถยนต์ในประเทศที่สูงมากในช่วง 2H56 อันเนื่องมาจากสิ้นสุดโครงการรถยนต์คันแรก หุ้นเด่น คือ STANLY ทั้งนี้เราชอบที่บริษัทมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้ามายาวนาน บริหารงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตดีขึ้นในปี 57 เพราะอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานใหม่ที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนค่าเสื่อมราคาต่อหน่วยลดลง ฐานะการเงินดีมาก ณ สิ้นมิ.ย.56 เป็นเงินสดสุทธิคิดเป็น 32 บาทต่อหุ้น แนะนำทยอยซื้อสะสม ทั้งนี้นักวิเคราะห์ 9 คนใน Consensus ของ S&P Capital IQ ให้ Rating บริษัทเป็น Outperform ราคาเป้าหมาย 266 บาท (Median) และ 257.26 บาท (Mean)
สำหรับกลุ่มอาหารส่งออก...ไก่แปรรูปไปได้ดี โดยปริมาณการส่งออกไก่ของไทยขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ แต่ในส่วนของกุ้งยังติดปัญหาอุปทานตึงตัวจากโรคระบาด EMS ที่ยังไม่จบสิ้น ด้านอาหารทะเลส่งออกมีปัญหาน้อยกว่ากุ้งแต่ก็ไม่เสถียรเท่ากับไก่ หุ้น Top Pick คือ GFPT ทั้งนี้เราคาดว่าผลประกอบการจะ Turnaround ชัดเจนในปี 56 โดยคาดการณ์กำไรสุทธิไว้ที่ 1 พันล้านบาท เพิ่มก้าวกระโดดจาก 41 ล้านบาทในปี 55 และเติบโตต่อ 25% ในปี 57 โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกไก่แปรรูปที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของ GFPT และบริษัทร่วม GFN, มาร์จินอาหารสัตว์ดีขึ้น และราคาไก่ในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากที่อุปสงค์และอุปทานอยู่ในเกณฑ์ที่สมดุลมากขึ้น
โดยเมื่อปี 55 มีภาวะอุปทานล้นเกินอย่างมากจากการขยายกำลังการผลิตของผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น สหฟาร์ม แต่ในปี 56 ผ่อนคลายลงเมื่อสหฟาร์มหยุดผลิตชั่วคราวเพราะปัญหาสภาพคล่องการเงินตึงตัว เราคาดว่าการกลับมาผลิตของสหฟาร์มจะค่อยเป็นค่อยไป โดยในช่วงแรกน่าจะอยู่ที่ 1.5-2.0 แสนตัวต่อวัน จากที่เคยผลิตสูงสุดประมาณ 6-7 แสนตัวต่อวันในปี 55 สำหรับการอ่อนตัวของราคาไก่ในประเทศเพราะเทศกาลกินเจเป็นเพียงชั่วคราว คาดว่าหลังสิ้นสุดเทศกาลแล้วจะกลับสู่ภาวะปกติได้ แนะนำซื้อ GFPT ให้ราคาเป้าหมาย 13 บาท เทียบเท่ากับ P/E ปี 57 ที่ 13 เท่า








