วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฟิทช์ห่วงนโยบายรัฐ-หนี้พุ่ง หั่นจีดีพีไทย

ฟิทช์จับตา 3 ปัจจัยนโยบายรัฐ โครงการจำนำข้าว-ลงทุน 2 ล้านล้านบาท เสถียรภาพเมืองกับการคลังของประเทศ และหนี้ภาคครัวเรือน หั่นจีดีพีเหลือ 3.5%

ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา บริษัทฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินต่างประเทศของไทยจาก BBB- เป็น BBB+ และปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินบาทของไทยจาก BBB+ เป็น A- ซึ่งเป็นผลมาจากไทยมีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และมีฐานะทางการคลังที่ดีขึ้น อีกทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น ท่ามกลางภาวะแวดล้อมของเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวไม่สม่ำเสมอ

ล่าสุด วานนี้ (27 ก.ย.) บริษัทฟิทช์ เรทติ้งส์ จึงได้จัดสัมมนาเรื่อง "ไทยและความเสี่ยงทั่วโลกกับแนวโน้มเศรษฐกิจ" โดยนายแอนดรู โคลคูฮูน หัวหน้ากลุ่มจัดอันดับเครดิตประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ ฟิทช์ เรทติ้งส์ กล่าวในงานสัมมนาเรื่องดังกล่าวว่า หลังจากปรับเพิ่มเรทติ้งให้ไทยเป็น BBB+ เดือนมี.ค. นี้ แล้ว หากเพิ่มเรทติ้ง ต้องดูพัฒนาการด้านต่างๆ ที่สำคัญคือ กรอบนโยบายบริหารงานของรัฐไม่เสื่อมถอย การเมืองไม่วุ่นวายมากจนกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการคลัง

ส่วนนโยบายของรัฐบาลกรณีโครงการรับจำนำข้าว ฟิทช์ ยังติดตามข้อมูล เฝ้าดูเรื่องนี้อย่างระมัดระวังมาก ซึ่งการปรับเพิ่มเรทติ้งเมื่อเดือนมี.ค.ได้นำเรื่องนี้ มาเป็นปัจจัยวิเคราะห์ ถึงมูลค่าความสูญเสียในอนาคตแล้วอาจเป็นเท่าใด แต่การสูญเสียมากมายทางงบประมาณซึ่งตัวเลขจริงๆ ในโครงการนี้ อาจสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศได้

ความเห็นของนายโคลคูฮูน สอดรับกับนายมาร์ค ยัง หัวหน้าฝ่ายจัดอันดับเครดิตสถาบันการเงินในเอเชียแปซิฟิกที่ว่า หนี้ครัวเรือนไทยสูงเทียบกับหนี้ประเทศ เป็นส่วนที่ต้องจับตา ระดับหนี้สูงอาจขยายตัวช่วงสั้น เป็นผลจากมาตรการลดหย่อนภาษีจูงใจซื้อรถคันแรก

“หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นค่อนข้างเร็วช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจก่อเกิดความเปราะบาง และทำให้กังวลว่า ความเสี่ยงไม่ใช่อยู่ที่แบงก์พาณิชย์ แต่เราติดตามดูภาคการเงินโดยรวมว่าหนี้เหล่านี้สูงขึ้นชั่วคราวหรือเพิ่มขึ้นหรือไม่ ถ้าสินเชื่อลดลงเป็นแนวโน้มเป็นบวก แต่ถ้าเพิ่มเป็นที่มาก่อเกิดความอ่อนไหวเปราะบางได้”นายยังกล่าว

ส่วนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทนั้น นายโคลคูฮูน บอกว่าต้องจับตาดูต่อไปเช่นกันว่า จะกระทบต่องบประมาณหรือหนี้สาธารณะของประเทศว่าจะอยู่ที่ระดับใด แม้การเพิ่มหนี้สาธารณะเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศให้แข็งแกร่ง แต่ไทยต้องสร้างสมดุลระหว่างผลดีและผลเสีย จากการใช้งบประมาณและเพิ่มหนี้สาธารณะ

“การพิจารณาเพิ่มเรทติ้งให้ไทยเป็นเรื่องยากที่จะคิด และอาจไม่ได้ดูแค่ตัวเลข แต่ต้องดูวงจรเศรษฐกิจไทยโดยรวมว่าเป็นอย่างไร แต่ในจังหวะนี้ปัจจัยเสี่ยงที่ดูอยู่เป็นหนี้ภาคครัวเรือน ซึ่งอาจอยู่ในจังหวะสูงขึ้น แต่เรื่องนี้ต้องดูอีก 2-3 ปีข้างหน้าว่า หนี้ครัวเรือนในระดับนี้จะคุมได้ไหม ถ้าดูแลคุมควบคุมไม่ได้ ก็ยากลำบากที่เรทติ้งประเทศจะดีขึ้น” นายโคลคูฮูน กล่าว

แนวโน้มของไทยช่วง 2-3 ปีข้างหน้ายังมีเสถียรภาพ และ 12 เดือนข้างหน้าไม่คิดว่า ฟิทช์จะพิจารณาปรับลดเรทติ้งไทย แต่ยังมีความเสี่ยงขาลง (downside risks) อยู่หลายเรื่อง ที่อาจกระตุ้นให้ฟิทช์ปรับลดเรทติ้ง คือสัญญาณต่างๆ บ่งบอกว่า มีความร้อนแรงเกินไปหรือปัญหาร้อนมากไป ทำให้การบริหารด้านนโยบายของรัฐแย่ลง และความไร้เสถียรภาพทางการเมืองกับสังคมเกิดขึ้นอีก

ลดคาดการณ์จีดีพีลง 1%

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยว่า ฟิทช์ได้ปรับลดจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 3.5% จากเดิมให้ไว้ในปลายปีที่ผ่านมาที่ระดับ 4.5% ส่วนปีหน้าคิดว่าจีดีพีน่าจะขยายตัวดีขึ้น โดยเหตุของการปรับลดคาดการณ์จีดีพีไทย พิจารณาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมาปีนี้เติบโตอ่อนแอ และความล่าช้าเกินกว่าคาดไว้สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท

นอกจากนี้ เขาเพิ่มเติมว่าหนี้ภาคครัวเรือนสูงทำให้การบริโภคหายไป และการใช้จ่ายผู้บริโภคค่อนข้างอ่อนแอ แต่คิดว่าการปรับขึ้นของหนี้ครัวเรือนจะเกิดขึ้นชั่วคราวผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกบ้านหลังแรก ขณะเดียวกันในภาวะแวดล้อมนอกประเทศหรือเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่แข็งแกร่ง

ธปท.แจงเหตุปรับลดจีดีพีปีนี้

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะเติบโตได้ 4% ซึ่งเป็นการปรับลดลงจากก่อนหน้าที่เคยประเมินไว้สูงกว่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ยังคงอ่อนแอ ทำให้การฟื้นตัวของภาคส่งออกไทยเป็นไปอย่างล่าช้า

"อยากให้รอวันที่ 16 ต.ค. ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยวันดังกล่าวที่ประชุมจะมีการทบทวนตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยด้วย"

สศค.หั่นจีดีพีปีนี้ 3.7% ส่งออกพลาดเป้า

ด้าน นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ปรับลดลงจีดีพีปีนี้จากเฉลี่ย 4.5% เมื่อประมาณการครั้งก่อนเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมามาอยู่ที่เฉลี่ย 3.7% โดยมีอัตราการขยายตัวขั้นต่ำที่ 3.5% และสูงสุดที่ 4% ส่วนปี 2557 คาดขยายตัวได้ต่อเนื่องเฉลี่ยที่ 5.1%

ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูง ที่การขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้อยู่ในระดับ 4% เพราะปัจจัยที่จะเข้ามาช่วยผลักดัน คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่จะเร่งรัดนำงบประจำช่วงที่เหลือของปีงบประมาณมาใช้จ่ายก่อนในช่วงต้นงบประมาณ หรือที่เรียกว่า Front Load ซึ่งมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้น 9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 0.2% ของจีดีพี ทำให้ไตรมาส 4 ของปีนี้ มีงบประมาณลงสู่ระบบ 6 แสนล้านบาท

"เราคาดการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวลงจากที่คาดการณ์เดิม เพราะครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจชะลอตัวมาก แต่ถ้าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้โตได้ 4% เราต้องเร่งรัดเบิกจ่ายให้เป็นไปตามแผน ซึ่งเราเชื่อว่า 90% สามารถทำได้แน่นอน ส่วนไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2%"

ทั้งนี้ เงินงบประมาณที่เรียกว่า Front Load จะมาจาก 6 ส่วนหลักๆ คือ 1.การเบิกจ่ายเงินโบนัสข้าราชการในปีงบประมาณ 54 และ 55 กว่า 6 พันล้านบาท 2.งบเบิกจ่ายสัมมนากว่า 2.5 พันล้านบาท 3.งบค่าบำรุงรักษาทางกว่าหมื่นล้านบาท 4.งบอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำกว่า 6.8 พันล้านบาท 5.งบปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคอีกหลายหมื่นล้านบาท 6.งบซื้อครุภัณฑ์ทั้งปี และ 7.งบอุดหนุนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึง งบชดเชยปัญหาราคาสินค้าเกษตรอีกหลายหมื่นล้านบาท

คาดส่งออกปีนี้โตแค่ 1.8%

เขากล่าวว่า การประมาณการด้านภาคการส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ 1.8% ต่ำกว่าเป้ากระทรวงพาณิชย์ที่คาดการณ์ 4% เพราะส่งออกเริ่มมีทิศทางที่เป็นบวกช่วงเดือนส.ค. ที่ผ่านมา แม้จะมีสัญญาณดีขึ้นต่อเนื่องปลายปี แต่ก็ไม่สามารถทำให้ภาพรวมทั้งปีขยายตัวได้ตามเป้า หากจะทำให้ได้ตามเป้า 4% มูลค่าการส่งออกต้องขยายตัวไม่ต่ำกว่า 2.14 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน

ภาพรวมเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมาหลายระลอก ส่วนหนึ่ง คือ มาตรการการเงินแบบผ่อนคลายของประเทศขนาดใหญ่ ทำให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้ามามาก กดดันค่าเงินบาทให้แข็งค่ากว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การส่งออกไทยได้รับผลกระทบ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบต่อเนื่องใน 2 ไตรมาส ซึ่งทางเทคนิคถือว่า เป็นการขยายตัวที่ถดถอย

ช่วงไตรมาส 3 เชื่อเศรษฐกิจจะขยายตัวกลับมาเป็นบวก สะท้อนจากเครื่องชี้เศรษฐกิจ 2 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในทิศทางดี โดยเฉพาะส่งออกเดือนส.ค. ดีขึ้น จึงมั่นใจ 100% ว่า เศรษฐกิจไตรมาส 3 จะเป็นบวกแน่นอน ซึ่งจะเป็นจุดพลิกผันว่า เศรษฐกิจจะเลยจุดต่ำสุดแล้ว

“การส่งออกเดือนส.ค. ขยายตัวได้ 3.9% หลังจากติดลบมา 2 เดือนต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณดี และมั่นใจส่งออกในช่วงที่เหลือของปีจะเป็นบวกทุกเดือน แต่จะอยู่ที่ 4% ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะในอดีต 3 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยส่งออกได้เฉลี่ย 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์เลย”

ทั้งนี้ สมมติฐานการประมาณการเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 6 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.เศรษฐกิจประเทศคู่ค้า ซึ่งปรับลดลงจาก 3.4% เมื่อประมาณการครั้งก่อน มาอยู่ที่ 3.3% 2.ราคาน้ำมันดิบดูไบ คาดว่า จะอยู่ที่ 106 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมเฉลี่ยที่ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 3.ราคาสินค้าส่งออกขยายตัวติดลบ 0.1% ราคานำเข้าขยายตัวติดลบ 2.4% 4.อัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ 30.6 บาท จากเดิมคาดอยู่ที่ 30 บาท 5.อัตราดอกเบี้ยนโยบายทรงตัวที่ 2.5% และ 6.รายจ่ายภาคสาธารณะขยายตัวที่ 8.7% ต่อปี

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนส.ค.- 3.12%

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) 8 เดือนแรกของปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนลดลง 1.78% โดยเดือนส.ค. ลดลง 3.12% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่วนการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ย 8 เดือนแรก (ม.ค.-ส.ค.) อยู่ที่ 65.29% ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม 8 เดือนขยายตัว 3.4%

นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า ภาวะการผลิตอุตสาหกรรมเดือนส.ค. ที่ผ่านมา ของอุตสาหกรรมที่สำคัญ โดยอุตสาหกรรมรถยนต์ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หดตัวลง 11.85% เพราะปีนี้ผู้ผลิตได้ผลิตและส่งมอบรถยนต์ในนโยบายรถยนต์คันแรกไปเกือบหมดแล้ว ทำให้ยอดการผลิตและขายลดลงกลับเข้าสู่ระดับปกติ

อุตสาหกรรมแปรรูปและการถนอมสัตว์น้ำ เทียบกับเดือนส.ค. ปีก่อน การผลิตลดลง 33.39% เป็นการลดลงในสินค้ากุ้งแช่แข็ง เพราะปัญหาโรคระบาด (EMS) ส่วนทูน่ากระป๋อง ลูกค้าชะลอการสั่งซื้อจากราคาปลาที่ผันผวนมาก ปลาซาร์ดีนกระป๋อง จากตลาดในประเทศที่เริ่มอิ่มตัวและตลาดส่งออกหดตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การผลิต Hard Disk Drive มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2.12% เพราะปีก่อนผู้ประกอบการรอดูสถานการณ์น้ำจะท่วมหรือไม่ จึงไม่กล้าผลิตสินค้าเพิ่มขึ้น รวมถึงปีการผลิตใหม่มีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานกับระบบ Cloud เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลที่มีจำนวนมากขึ้น ส่วนการจำหน่ายอยู่ในระดับทรงตัว

อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือนเทียบกับเดือนส.ค.ปีก่อน การผลิตเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น 3.46% จากการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ตลาดในประเทศมีความต้องการอยู่

อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า เทียบกับเดือนส.ค. ปีก่อน การผลิตปรับตัวขึ้นเพิ่มขึ้น 19.94% จากเหล็กแผ่นเคลือบดีบุก และเหล็กแผ่นรีดร้อน จากผลกระทบของเหล็กนำเข้าราคาถูกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาและต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกว่าได้ ซึ่งปัญหานี้ได้รับการแก้ไขแล้ว

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม การผลิตเพิ่มขึ้น 7.61% เพราะคำสั่งซื้อจากตลาดหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าหลัก มีคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น และคำสั่งซื้อภายในประเทศก็เพิ่มขึ้น