"กิตติรัตน์"แจงกู้ 2 ล้านล้านไม่กระทบหนี้สาธารณะ คาดปี 2563 ยอดจีดีพีแตะ 20 ล้านล้าน เชื่อชำระเงินกู้ได้เร็วกว่า 50 ปี
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวระหว่างการเสวนา "สร้างอนาคตไทย 2020" ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล การออก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งประชาชนบางส่วนมีความกังวลว่าอาจเกิดปัญหาในการชำระหนี้คืนว่าหากพิจารณาจากขนาดเศรษฐกิจของประเทศ โดยดูจากขนาดของจีดีพีปัญหาการชำระหนี้ที่เกิดจากการกู้เงิน ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่มีความน่ากังวลแต่อย่างใด เนื่องจากในปัจจุบันจีดีพีของประเทศไทยอยู่ทีประมาณ 12 - 13 ล้านล้านบาท และจีดีพีของประเทศไทยมีการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 1 ล้านล้านบาท ดังนั้นจีดีพีของประเทศไทยในปี 2563 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการลงทุน ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านล้านบาท ดังนั้นการทยอยกู้เงินเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งปีละประมาณ 3 แสนล้านบาท จะเป็นการลงทุนเพียงปีละ 1-2% ของจีดีพีเท่านั้น
นอกจากนี้การกู้เงินตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้รัฐบาลคำนึงถึงการรักษาวินัยการคลังโดยควบคุมไม่ให้ระดับหนี้สาธารณะเกินระดับ 50% ของจีดีพี ซึ่งถือว่าเป็นระดับหนี้สาธารณะที่ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งในโลก โดยในขณะที่รัฐบาลเข้ามาทำงานประเทศมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ 4.4 ล้านล้านบาทโดยรัฐบาลได้แก้ปัญหาหนี้ก้อนใหญ่ของประเทศ คือหนี้อันเกิดจากกองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาท ให้ไปอยู่ในการดูแลของสถาบันการเงินทำให้ไม่ต้องให้ไม่เป็นภาระต่องบประมาณในการจ่ายดอกเบี้ยถึงปีละ 7 แสนล้านบาทเหมือนกับในอดีต
"ขอให้สบายใจได้เพราะการลงทุนในระดับปีละ 3 แสนล้านบาท ขณะที่เศรษฐกิจเราขยายตัวทุกปีไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล ส่วนการชำระหนี้ที่มีการกำหนดระยะเวลาในการชำระหนี้ไว้ 50 ปี รัฐบาลก็เพียงแต่กำหนดโดยมีสมมุติฐานว่าหากมีการชำระเงินต้นคืนปีละ 20,000 ล้านบาท วันสุดท้ายที่จะชำระหนี้ได้หมดก็คืออีก 50 ปีข้างหน้า แต่หากมีการเพิ่มเงินต้นในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นระยะเวลาในการชำระหนี้ก็จะสั้นลง" นายกิตติรัตน์กล่าว
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมน้อยกว่าที่ควร ดังนั้นทำให้ต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้น หากรัฐบาลไม่มีการวางแผนการลงทุนเรื่องการคมนาคมต้นทุนโลจิสติกส์จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การเดินทางของประชาชนก็จะยังมีความยากลำบาก โดยโครงการด้านการคมนาคมที่จะมีการก่อสร้างต้องใช้เวลาตั้งแต่ 1 - 6 ปีงบประมาณ ดังนั้นการตัดสินใจลงทุน ตาม พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท จึงเป็นการลงทุนที่ต้องการเห็นภาพต่อเนื่องในอนาคต อย่างไรก็ตามการออก พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการให้กรอบการกู้เงินสำหรับลงทุนเท่านั้น ซึ่งเมื่อจะมีการลงทุนจริงสำหรับ 53 โครงการที่อยู่ในบัญชี แนบท้าย พ.ร.บ.ฉบับนี้จะต้องมีการจัดทำการศึกษาความคุ้มทุนโดยละเอียดอีกครั้ง ซึ่งเมื่อมีการศึกษาความคุ้มทุนโครงการต่างๆ ก็จะเป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะเห็นความุ้มค่าของโครงการต่างๆ และอาจจะเข้ามาร่วมลงทุนกับรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนในกิจการของรัฐ หรือ "PPP" ที่จะบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลไม่ต้องกู้เงินในโครงการนั้นๆ ทำให้ยอดการกู้เงินโดยรวมอาจไม่ถึง 2 ล้านล้านบาทก็ได้






