สทท.ชงรัฐบาลทำแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวคู่โครงการ 2 ล้านล้านแก้ปัญหาการท่องเที่ยวกระจุกตัวเมืองใหญ่ หนุนโครงการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยดันรายได้
จากนโยบายรัฐบาลที่ตั้งเป้ารายได้ไว้ถึง 2.2 ล้านล้านบาทในปี 2557 ท่ามกลางปัจจัยลบที่ยังมีเข้ามาต่อเนื่อง ทำให้ภาคเอกชนเตรียมนำเสนอแนวทางการพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาระดับการเติบโตท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า เตรียมเสนอตัวร่วมผลักดันและเป็นที่ปรึกษาในเชิงข้อมูลให้รัฐบาลพิจารณาการจัดทำแผนการพัฒนาด้านท่องเที่ยว ควบคู่กับแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ซึ่งจะดำเนินการภายใต้ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ (พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท)
แต่ปัญหาปัจจุบันคือ รายได้ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก คือ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ แต่เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนารถไฟระบบรางและรถไฟความเร็วสูงแล้ว จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการวางแผนพัฒนาระบบที่เอื้อต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่นต่างๆ ไปพร้อมกัน เบื้องต้นต้องการให้วางแผนกำหนดจุดศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) แหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ
พร้อมเสนอแผนกระตุ้นระยะสั้นช่วงปีใหม่ ผ่านนายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาประกาศให้วันจันทร์ที่ 30 ธ.ค.2556 เป็นวันหยุดราชการ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเพิ่มเติม จากผลสำรวจนักท่องเที่ยวไทยช่วงไตรมาส 3 บ่งชี้ชัดเจนว่า หากมีประกาศวันหยุดจะทำให้การเดินทางเพิ่มขึ้น 19% และกลุ่มคนที่วางแผนเดินทางอยู่แล้วก็จะขยายช่วงเวลาท่องเที่ยวนานขึ้น 25%
ส่วนแผนกระตุ้นระยะยาว เตรียมผลักดันอย่างต่อเนื่องให้รัฐบาลพิจารณาใช้มาตรการด้านภาษีส่งเสริมตลาด ด้วยการนำค่าใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวในวงเงิน 15,000 บาทมาลดหย่อนภาษีได้ 30% โดยต้องดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี และจัดประชาสัมพันธ์โครงการให้คนไทยรับรู้ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาเคยใช้นโยบายนี้กระตุ้นตลาด แต่กลับมีคนเข้าร่วมโครงการน้อยเพราะไม่รับทราบข้อมูล
นางปิยะมาน กล่าวด้วยว่า ภาคท่องเที่ยวเห็นด้วยใน “หลักการ” ที่รัฐบาลมีนโยบายลดหย่อนภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เนื่องจากประเมินว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมรายได้ท่องเที่ยว โดยเฉพาะจาก 2 กลุ่มเป้าหมายหลักคือ นักท่องเที่ยวจีนและอาเซียน
ทั้งนี้ ยกโมเดลตัวอย่างจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งดำเนินนโยบายลดหย่อนภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยบางประเภทไปเมื่อปี 2553 และมีผลสำรวจค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่อหัว ปี 2555 เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยจาก 660 ริงกิต (ราว 6,000 บาท) เป็น 736 ริงกิต (6,700 บาท) หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 15% จึงประเมินว่าไทยเลือกดำเนินนโยบายนี้ ก็จะเติบโตในเชิงรายไม่ต่ำกว่า 15% เช่นกัน
ด้านนางพรทิพย์ หิรัญเกตุ รองประธาน สทท.กล่าวว่า สทท.จัดทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการท่องเที่ยวไตรมาส 3 ดัชนี ผลปรากฏว่าระดับความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับปรกติ 101 สูงกว่าไตรมาสเดียวกันในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ไตรมาส 4 ที่จะถึงนี้คาดการณ์ว่าจะเป็นไตรมาสแรกที่ไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเกิน 7 ล้านคน มีระดับความเชื่อมั่น 107 สูงกว่าระดับปรกติ และทำให้ยังคงเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดปี 2556 ไว้ที่ 26.27 ล้านคน เพิ่มขึ้น 17.86% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีตลาดจีนครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในช่วง 8 เดือนแรกที่ 3.2 ล้านคน ทำรายได้ 1.3 แสนล้านบาท และคาดว่าช่วงสิ้นปีจะถึง 4 ล้านคนตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร รองประธาน สทท. กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้ อาจเห็นการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีนในลักษณะกรุ๊ปทัวร์เหลือเพียง 30% เนื่องจากกฎหมายท่องเที่ยวฉบับของจีนจะมีผลบังคับใช้ แต่ปัจจุบันยังมีปัญหาด้านการตีความได้ไม่ชัดเจน แม้แต่รัฐบาลท้องถิ่นยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป ทำให้บริษัทนำเที่ยวไม่กล้าสุ่มเสี่ยงทำรายการนำเที่ยวขายให้นักท่องเที่ยวจีนในรูปแบบขายโปรแกรมเสริม (ออพชันทัวร์) เหมือนเดิม โดยเฉพาะข้อกฎหมายที่ระบุชัดเจนในเชิงให้สิทธิแก่นักท่องเที่ยวในการเรียกเงินคืนในภายหลัง เมื่อพบว่าสินค้าและบริการที่บริษัทนำเที่ยวเสนอขายนั้นไม่เป็นที่พึงพอใจ






