วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ถนนยางพาราราคาแพงแต่คุ้มทุน

ผลศึกษาถนนยางพาราสายองครักษ์-นครนายก พบต้องลงทุนเพิ่ม 14-15% แพงกว่าถนนยางปกติ 18-19% แต่ถูกกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ PMA

กรมทางหลวงได้นำเสนอผลโครงการวิจัยก่อสร้างแปลงทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีตผสมยางพารา ในทางหลวงหมายเลข 305 สายองครักษ์ -นครนายก กม. 51+750-กม.53+750 ด้านขวา เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตใช้ยาง AC 60/70 ปกติกับผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ AC 60/70 ผสมยางพารา 5 % โดยน้ำหนักของยาง AC 60/70 สรุปผลทางด้านเศรษฐกิจ ด้านวิศวกรรม และด้านสมรรถนะการใช้งานจริงในสนามได้ดังนี้

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากผลการศึกษา ที่กรมทางหลวงเสนอมาระบุว่า ผลทางด้านเศรษฐกิจ การประเมินผลทางด้านราคาของผลิตภัณฑ์แอสฟัลต์ซีเมนต์ที่ใช้น้ำยางข้นมาผสมแบบ Pre-blend มีราคาสูงกว่าแอสฟัลต์ซีเมนต์ปกติประมาณ 14-15 % เนื่องจากค่าเครื่องจักร ค่าอุปกรณ์ในการดำเนินการ และค่าสารผสมเพิ่ม แต่จะถูกกว่า PMA ซึ่งมีราคาสูงกว่าแอสฟัลต์ซีเมนต์ปกติประมาณ 20-22 %

ในด้านราคาของผิวแอสฟัลต์คอนกรีต ที่ใช้แอสฟัลต์ผสมยางพารา ที่ได้จากการผลิตแบบ Pre-blend พบว่ามีราคาสูงขึ้น 18-19 % เมื่อเทียบกับแอสฟัลต์คอนกรีตซีเมนต์ปกติ เนื่องจากแอสฟัลต์ที่ผสมยางพารา มีความหนืดสูง ต้องใช้อุณหภูมิในการผสมและบดทับสูง แต่ราคาจะถูกกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ PMA ซึ่งมีราคาสูงกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตซีเมนต์ ปกติประมาณ 28-29 %

อย่างไรก็ตามการนำยางพารามาใช้ในการก่อสร้างทางหลวง จะเป็นการเพิ่มอุปสงค์ของยางพาราในประเทศให้สูงขึ้น มีผลดีในการช่วยรักษาเสถียรภาพของราคายางพาราในประเทศ และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางได้อีกทางหนึ่ง

ผลทางด้านวิศวกรรม จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการและการประเมินสมรรถนะในแปลงทดสอบ สรุปผลการทดสอบเปรียบเทียบคุณสมบัติทางวิศวกรรมในห้องปฏิบัติการ ได้พบว่าแอสฟัลต์ที่ผสมยางพารา มีค่าเสถียรภาพ ค่าโมดูลัสคืนตัว สูงกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตปกติ ค่าความต้านทานต่อความล้า พบว่าแอสฟัลต์ที่ผสมยางพารา มีความต้านทานต่อความล้า หรือจำนวน Pulses ที่ตัวอย่างสามารถรับได้ จนเกิดความเสียหายมากกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมยางปกติ ค่าความต้านทานต่อแรงดึงทางอ้อม พบว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมยางพารา มีค่ากำลังรับแรงดึงทางอ้อมมากกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ยางปกติ ค่าความต้านทานการเสียรูปแบบถาวร พบว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมยางพารามีค่าการเสียรูปทรวงน้อยกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ยาง ปกติ

ค่าการเกิดร่องล้อ โดยการใช้ตัวอย่างที่เตรียมจากส่วนผสมในห้องปฏิบัติการด้วยเครื่องPavement Rutting Tester พบว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมยางพารา มีแนวโน้มของการเกิดร่องน้อยกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ยางปกติ โดยค่าร่องล้อที่ได้จากการทดสอบที่ 10,000 รอบเท่ากับ 5.6 %ในขณะที่แอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ยางปกติได้ค่าเท่ากับ 5.9 % ค่าการเกิดร่องล้อ โดยการใช้ตัวอย่างที่ตัดมาจากผิวทางของแปลงทดสอบมาทำการทดสอบด้วยเครื่อง Pavement Rutting Tester พบว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมยางพารา มีแนวโน้มของการเกิดร่องล้อน้อยกว่าแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ยางปกติ โดยค่าร่องล้อที่ได้จากการทดสอบที่ 10,000 รอบเท่ากับ 2.04 % ในขณะที่แอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ยางปกติ มีค่าเท่ากับ 2.24 %

ด้านสมรรถนะการใช้งานจริงในสนาม ได้ทดสอบค่า Mean Texture Depth (MTD) ช่วงแปลงทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมยางพารา มีค่า MTD ลดลงจากตอนที่เริ่มเปิดใช้งาน .032 มม. หรือ 61.5 % ในเลนรถบรรทุกหรือเลนซ้ายและลดลง 0.16 มม. หรือ 26.7 %ในเลนรถเบาหรือเลนขวา ส่วนช่วงแปลงทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีตที่ใช้ยางปกติ มีค่า MTD ลดลงจากตอนที่เริ่มใช้งาน 0.43 มม. หรือ 67.2 % ในเลนรถบรรทุก และ 0.30 มม. ในเลนรถเบา

ผลการตรวจสอบและประเมินผลก่อนการก่อสร้าง 1 ครั้งและหลังการก่อสร้างแล้ว 2 ครั้ง หรืออายุการใช้งาน 85 วัน พบว่าช่วงแปลงทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมยางพารา มีค่า Skid Resistance Value (SRV) 45 จำนวน 2 จุดทดสอบ ส่วนช่วงแปลงทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีตปกติไม่มีจุดทดสอบใดเลยที่มีค่าSRV 45 ผลการตรวจประเมินค่าการเกิดร่องล้อ พบว่าช่วงแปลงทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีตที่ผสมยางพารามีการเกิดร่องล้อลึกเกิน 1 ซม. คิดเป็น 53.5 % ของพื้นที่ ส่วนช่วงแปลงทดสอบแอสฟัลต์คอนกรีตปกติมีพื้นที่ที่เกิดร่องล้อลึกเกิน 1 ซม. คิดเป็น 85.5 % ของพื้นที่

นายยุคล กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ จะรวบรวมผลศึกษาดังกล่าว ส่งให้สำนักงบประมาณพิจารณาวางแผนการใช้งบประมาณปี 57 โดยอาจมีการทบทวนโครงการที่วางแผนการก่อสร้างไปแล้วในบางเส้นทางตามวงเงิน มีความเป็นไปได้ทั้งการเพิ่มขึ้นและปรับลดตามสัดส่วน ซึ่งการทบทวนโครงการที่มีความเหมาะสมการใช้ยางพาราดังกล่าวจะต้องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง