วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"พัฒน์นาวี"แบรนด์นี้มีเรื่องเล่า

ผ้าพันคอผืนสวยสีสันแปลกตาไปจากงานบาติกที่คุ้นเคย ภายใต้ลวดลายงดงามเต็มไปด้วยเรื่องเล่าของคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ผืนผ้านำผู้คนให้ได้รู้จักพวกเขา

“พัฒน์นาวี” (PATANAVY) คือ สินค้าที่พัฒนามาจากกลุ่มแม่บ้านทหารเรือชลบุรี ตรงตามความหมายที่ซ่อนอยู่ในชื่อแบรนด์อย่างแจ่มชัด

แม้แต่โลโก้ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นสมอเรือ ตรงปลายหางเป็นริบบิ้นสีเหลือง ก็ซ่อนความหมายที่กินใจไว้ในนั้น..

“ในสมัยอังกฤษช่วงประมาณยุคกลาง ริบบิ้นสีเหลืองถูกนำมาใช้สำหรับผู้หญิงที่รอคอยการกลับมาของสามี ต่อมากลายเป็นสื่อสากลให้ความหมายถึงการสนับสนุนกองกำลังทหาร ส่วนตัวสมอเรือก็สะท้อนถึงทหารเรือ ทั้งหมดนี้จึงให้ความหมายว่าเป็นแบรนด์ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลทหารเรือ หรือการพัฒนานาวี นี่คือที่มาของแบรนด์ พัฒน์นาวี”

“รัฐ เปลี่ยนสุข” ที่ปรึกษาด้านการสร้างแบรนด์ บอกเล่าถึงหนึ่งผลงานน้ำดีจากโครงการสร้างตราสินค้าเชิงสร้างสรรค์ สำหรับผลิตภัณฑ์ OTOP ปี 2556 โดย สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED)

เป็นเวลา 4 เดือนเต็ม ที่ “รัฐ” ได้เข้ามาทำความรู้จักและร่วมทำงานกับกลุ่มแม่บ้านทหารเรือชลบุรี ใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ที่มีสมาชิกอยู่เกือบ 30 คน โจทย์ของเขาคือช่วยเปลี่ยนโฉมงานธรรมดาๆ อย่างผ้าบาติก ให้น่าสนใจ ดูมีมูลค่า และเป็นที่ต้องการของตลาดในวงกว้างขึ้น โดยต้องพัฒนาทั้งสินค้า การสื่อสาร และการสร้างแบรนด์ ให้แจ้งเกิด

ที่มาของ “พัฒน์นาวี” ที่ฉีกภาพจากงานบาติกที่คุ้นเคย คือ ไม่มีลวดลายใหญ่ๆ สีจัดจ้าน หรือมีปลาตัวโตๆ เป็นจุดเด่นบนผืนผ้า ทว่ากลับเป็นงานที่เรียบหรู และดูดี ในโทนสี Two Tone และ Monotone สะท้อนความสวยงามของสีสันเขตร้อน เนื้อผ้านุ่มลื่น น่าสัมผัส จากการใช้ผ้าไหมสุลาเวสี (อินโดนีเซีย) มาเขียนลายบาติก ที่ยิ่งซักก็ยิ่งนุ่ม พร้อมใส่เทคนิคการเคลือบสีสองชั้น จนได้ลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของพวกเขา

“งานเดิมๆ ที่เขาทำจะเป็นแพทเทิร์นที่บริโภคลำบาก ซึ่งราคาอาจไม่สูงมาก แต่ถ้าเทียบเรื่องการใช้งานแล้ว ปีหนึ่งอาจใช้ได้แค่ครั้งสองครั้ง ขณะที่ลายที่พัฒนาขึ้นใหม่ ลูกค้าสามารถใช้ได้ทุกวัน ได้ความคุ้มค่ามากกว่า ทั้งยังสามารถจับกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้นด้วย โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยว”

จากผ้าพันคอที่เคยขายได้ราคา 250-350 บาท และขายดีก็แค่ช่วงเทศกาลเท่านั้น วันนี้พวกเขาสามารถตั้งราคาขายได้ตั้งแต่ 750 บาท พอลองไปทดสอบตลาดที่งาน SME Expo ก็พบว่าขายได้เป็น 100 ผืน ในเวลาเพียงครึ่งวัน!

นี่คือความสำเร็จที่เกิดจากการหลอมรวมความเชี่ยวชาญของกลุ่มแม่บ้าน บวกกับประสบการณ์ของนักพัฒนาแบรนด์ ซึ่ง “รัฐ” เป็นนักออกแบบให้กับแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นประธานบริษัทสถาปนิกและออกแบบ ซึ่งการทำงานกับกลุ่มแม่บ้าน ถือเป็นความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นกับเขา

“ผมมองว่ากลุ่มแม่บ้าน เขามีสตอรี่ที่น่าสนใจนะ อยู่ในครอบครัวทหารเรือซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย รายได้ก็ไม่ได้มากมาย บางคนสามีเสียชีวิตต้องเป็นหม้าย ต้องดูแลครอบครัว ซึ่งงานทำผ้าบาติกก็เป็นความหวังของพวกเขา สำหรับผมงานนี้ไม่ใช่การไปทำหนึ่งจุดเพื่อให้คนหนึ่งคน แต่คือการทำหนึ่งจุดที่จะขยายวงกว้างและสร้างผลประโยชน์ที่ตกกับคนหมู่มากได้ มันเป็นความตั้งใจ ที่ไม่ใช่แค่ทำในเชิงธุรกิจ”

การได้นำพาตัวเองลงไปเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คน ก็ยิ่งสร้างความประทับใจให้กับเขา รัฐ บอกว่าคนที่นี่ใช้ชีวิตเรียบง่าย อยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกัน ทำงานก็ไม่เคร่งเครียด แม้ไม่ได้ร่ำรวยมากมาย แต่ทุกคนก็ดูมีความสุข

แต่การลงไปทำงานชุมชนไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขา เพราะชาวบ้านมีระดับความรู้ที่ต่างกัน การจะทำให้ทุกคนเข้าใจในสิ่งเดียวกันได้นั้นไม่ง่ายเลย รัฐ ได้บทสรุปหัวใจในการทำงานครั้งนี้ว่า “ต้องสนุก”

“จากที่เขาเคยแค่ผลิตตามคำสั่ง ไม่ได้คิดพัฒนาสินค้าเพื่อการขายโดยตรง ไม่เคยมองภาพกว้าง ขณะที่องค์ความรู้ก็ค่อนข้างจำกัด การจะทำให้เขาซึมซับในสิ่งเหล่านี้ได้นั้น ต้องทำให้เป็นเรื่องสนุก อย่างการพูดคุยเป็นพี่เป็นน้อง อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ เปรียบเทียบให้เห็นภาพ มากกว่าการใส่ข้อมูลเชิงเทคนิคเข้าไปเพียงอย่างเดียว”

แม้จะเป็นงานหนัก ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลา ขณะที่อุปสรรคปัญหาก็มีมาให้เจอสารพัด แต่ภาพหนึ่งที่ชัดเจนอยู่ในความรู้สึกและทำให้รัฐไม่ถอดใจกับการงานนี้ ก็คือ การได้เห็นความยากลำบากที่เกิดขึ้นในครอบครัวทหารเรือ

“ผมได้เข้าไปที่บ้านของสมาชิกท่านหนึ่ง ก็เห็นว่า พ่อซื้อโจ๊กมาให้ลูก 2 คน แต่โจ๊กมีแค่ถุงเดียว น้องชายก็เอาโจ๊กไปกินจนหมด ส่วนพี่ชายก็นั่งดูน้องกิน พอน้องกินเสร็จก็นั่งเลียถุงโจ๊ก มันกระทบใจมากนะ ทำให้แม้งานจะหนักแค่ไหน ก็รู้สึกเลยว่าเราจะหยุดไม่ได้ และพยายามบอกทุกคนตลอดว่า พวกเราต้องช่วยกันนะ เพราะเราไม่ได้ทำเพื่อคนๆ เดียว”

เป้าหมายของเขาคือขยับรายได้ของกลุ่มจากอยู่ที่ 3-8 พันบาท ต่อเดือน มาเป็น 2 หมื่นบาทต่อเดือนให้ได้ เพื่อให้ใช้เงินก้อนนี้ไปดูแลครอบครัวของทุกคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

แม้เรื่องเล่าหลังผืนผ้า จะบีบคั้นหัวใจอยู่มาก แต่รัฐ กลับมองว่า ไม่ต้องการให้แบรนด์เอาเรื่องนี้มาเป็นจุดขาย

“ผมไม่อยากให้แบรนด์ของเราออกมาดราม่า ไม่อยากใช้กลยุทธ์การตลาดแบบใช้ความสงสาร เพราะกลัวว่าต่อไปคนจะมองแบรนด์ของเราเป็นแบบนั้น แต่สิ่งแรกเลยที่จะชูคือ คุณภาพ แล้วสื่อสารจุดนี้ไปยังลูกค้า ซึ่งพอคนเริ่มสนใจสินค้า เห็นคุณค่า คุณลองมาอ่านเรื่องราวของพวกเขาสิ แล้วค่อยรู้สึกน้ำตาไหลทีหลังก็ได้ แต่ไม่ใช่ซื้อเพราะสงสาร”

รัฐ บอกจุดยืนของแบรนด์ “พัฒน์นาวี” ที่ต้องสู้กันด้วยคุณภาพ และงานดีไซน์ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด โดยหวังว่าเมื่อวันหนึ่งที่พวกเขาเดินออกมาแล้ว สิ่งเหล่านี้จะยังซึมซับและเป็นจุดยืนที่อยู่คู่ชุมชนต่อไปได้

ถามถึงเป้าหมายในอนาคต รัฐ บอกในสิ่งที่ทำให้พวกเราค่อนข้างเซอร์ไพรส์ และย้ำว่านี่เป็นความคิดของคนในชุมชน นั่นคือ การทำให้ “พัฒน์นาวี” เป็นมูลนิธิที่จะเข้าไปช่วยเหลือเหล่าแม่บ้านซึ่งต้องการอาชีพไปจุนเจือครอบครัว

“เราเริ่มทำเว็บไซต์ ที่ไม่แค่แจ้งเรื่องราวของตัวสินค้า แต่ยังระบุเลยว่าแม่บ้านหรือผู้หญิงท่านใด ที่ต้องการความช่วยเหลือในการฝึกอาชีพให้ติดต่อเข้ามา นี่เป็นความคิดของทางกลุ่ม ที่อยากให้ที่นี่กลายเป็นมูลนิธิ ไม่ใช่รูปของบริษัท จึงบอกเขาไปว่า เขาทำดีแล้ว อันนี้ต้องเก็บไว้นะ นี่คือหัวใจของงานพัฒน์นาวี”

เขาสะท้อนความคิดว่า การทำงานกับชุมชน ต้องไม่ไปโยนความคิดเพื่อให้เขาทำตาม แต่ควรทำเหมือนการตีลูกปิงปอง ที่โยนลูกไปมาระหว่างกัน แบ่งปันความคิดร่วมกัน จนกระทั่งลูกหินสี่เหลี่ยม กลายเป็นก้อนกลมๆ ขึ้นมาได้
ส่วนใครที่ไม่ว่าจะอยู่ในสาขาอาชีพใด การแบ่งภาคส่วนของชีวิต มาทำประโยชน์เพื่อสังคมบ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็เติมเต็มความสุขให้ชีวิตได้ เหมือนที่เขารู้สึกกับมันมาแล้ว

“ผมว่าคนเราไม่ใช่แค่ทำงานหาเงินนะ แบบนั้นมันไม่อิ่มใจ แต่ต้องทำเพื่อสังคมด้วย คุณขายสินค้าได้เงินกลับมา กับสามารถช่วยให้คนกลุ่มหนึ่งมีความสำเร็จ ความภูมิใจมันต่างกัน ผมว่าความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคนให้เขาประสบความสำเร็จ โดยที่เราไม่ได้หวังหรือหาประโยชน์หลังจากนั้น มันเป็นกำลังใจในการทำงานให้กับผมมาก”

เพื่อผลตอบแทนจากการทำงานที่ให้คุณค่ามากไปกว่าตัวเงิน และไม่ใช่กับแค่กับคนๆ เดียว ทว่ายังขยายผลไปสู่ผู้คนหมู่มากด้วย เหมือนกับเรื่องเล่าเบื้องหลังแบรนด์ “พัฒน์นาวี” ในวันนี้..