วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตลาดเตือนหุ้นผันผวนหนัก ลุ้นระทึกคิวอี

ตลาดหลักทรัพย์-โบรกเกอร์เตือนแนวโน้มผันผวนรุนแรงขึ้น จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องมาตรการคิวอี แนะกระจายความเสี่ยงลงทุนตลาดหุ้นโลก

วานนี้ (23 ก.ย.) ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแรงตลอดทั้งวัน ตามตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ออกมาส่งสัญญาณว่าในการประชุมเฟดเดือนต.ค.ที่จะถึงนี้ จะทยอยลดมาตรการคิวอีลง ทำให้นักลงทุนทั่วโลกกังวลและขายหุ้นออกมา โดยระหว่างวันปรับลงต่ำสุดที่ระดับ 1,433.14 จุด ลดลง 53.62 จุด ปรับสูงสุดที่ระดับ 1,473.67 จุด และปิดตลาดที่ระดับ 1,436.68 จุด ลดลง 50.08 จุด หรือ 3.37% มูลค่าการซื้อขาย 50,628.29 ล้านบาท

โดยนักลงทุนต่างชาติเมื่อวานนี้ ขายสุทธิ 299.18 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 1,660.89 ล้านบาท สถาบันขายสุทธิ 2,481.15 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนในประเทศ ซื้อสุทธิกลุ่มเดียว 4,441.22 ล้านบาท

ด้านตลาดหลักทรัพย์ โดยนายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอมรับว่า ตลาดหุ้นไทยคงอยู่ในภาวะผันผวน ปรับขึ้นลงแรง จนกว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพราะนักลงทุนไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมาตรการคิวอี แต่เมื่อภาพชัดเจน เชื่อว่าเม็ดเงินจะไหลเข้ามาในภูมิภาคที่ดีที่สุด โดยมองว่าหากมีการยกเลิกมาตรการคิวอี และส่งผลดีต่อทั้งโลก เพราะหมายถึงเศรษฐกิจสหรัฐมีการฟื้นตัว จึงเป็นผลดีในระยะยาวมากกว่า อย่างไรก็ตามนักลงทุนจะต้องระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น

"อัตราแลกเปลี่ยน มีผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นน้อย เพราะนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมองเรื่องผลตอบแทน มากกว่าเรื่องค่าเงิน เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนแกว่งตัวน้อย เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นที่ในช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ดัชนีปรับขึ้นมากว่า 230 จุด หรือ 16-17% จากระดับต่ำสุดที่ 1,260 จุด"

แม้ตลาดหุ้นจะมีความผันผวน แต่ก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน เนื่องจากให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น นอกจากนี้เมื่อเทียบตลาดหุ้นไทยกับตลาดอื่นตั้งเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการในตลาดหลักทรัพย์ พบว่า หุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสุด หรือประมาณ 20% ต่อปี ขณะที่ผลตอบแทนหุ้นเอเชียไม่รวมญี่ปุ่น อยู่ที่ 3.9% สหรัฐ 3.7% ยุโรป 2.8% และญี่ปุ่น 1.7%

ขณะที่ประธานกรรมการบริหาร บล. เอเซียพลัส นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ระบุว่า ตลาดหุ้นโลกรวมทั้งตลาดหุ้นไทย จะมีความผันผวนรุนแรงมากขึ้น จากการประกาศนโยบายคิวอีของสหรัฐ ส่งผลกระทบต่อการไหลเข้าออกของเม็ดเงินลงทุน ดังนั้นเพื่อลดความผันผวนนักลงทุนควรกระจายการลงทุนไปกว้างๆ ทั่วโลก มีการซื้อขายหุ้นในประเทศเพื่อนบ้าน และลงทุนในตลาดหุ้นของประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน

"การรับมือความผันผวน ควรกระจายการลงทุนให้ถูกกาลเทศะ และเหมาะสม ถ้าในตลาดไทยต้องกระจายกลุ่มอุตสาหกรรม และเลือกหุ้นที่น่าลงทุน แต่ไม่ควรกระจายมากถึง 40-50 ตัว เลือกเฉพาะตัวที่เรารู้และเข้าใจ เลือกหลายประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง และติดตามข่าวสารสถานการณ์ต่างๆในโลก"

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยไม่ได้ถูก เพราะมีพีอีที่ 14 เท่า จากอดีตเคยเทรดที่ 8 เท่า ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ก็ลดลง โดยฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัสได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของกำไรปีนี้เหลือ 15% จากเดิม 23% และมองปีหน้าอยู่ที่ 12%

นอกจากนี้หากเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้ว ถือว่าตลาดพัฒนาแล้วถูกกว่าตลาดหุ้นไทย ที่น่าสนใจคือตลาดหุ้นสหรัฐ และจะตามมาด้วยตลาดหุ้นในยุโรป ญี่ปุ่นและจีน แต่หากมีการลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาท จะช่วยต่อยอดให้มีการปรับประมาณการณ์และทำให้หุ้นไทยไม่แพง

"ในส่วนมาตรการคิวอีนั้น ข่าวดีคือ ถ้าประธานเฟดคนใหม่ซึ่งเป็นลูกน้องของเบอร์นันเก้มา นโยบายคงคล้ายกัน คือค่อยๆ ลดคิวดี ซึ่งส่วนนี้ตลาดได้มีการซึมซับไปหมดแล้ว และยังมองเป็นปัจจัยบวก ที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว แต่ถ้าสหรัฐไม่ลดคิวอี เป็นข่าวร้าย เพราะเศรษฐกิจสหรัฐไม่ดี"

ส่วนนายวิชัย ทองแตง รองประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) กล่าวว่า มองว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจในการลงทุน ดัชนีที่ปรับลดลงแรง เป็นโอกาสในการเข้าลงทุน เพราะมีค่าพีอีค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาค หรืออยู่ที่ 12 เท่า ยิ่งรัฐบาลเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาท ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มขนส่ง หรือโลจิสติกส์ ที่ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ นอกจากนี้หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ก็น่าสนใจ เพราะมีการลงทุนในโครงการตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งให้ผลตอบแทนดี

แนวคิดการตั้งกองทุนปั้นหุ้น หรือ ทูมอร์โรว์ฟันด์นั้น ขณะนี้ทางทีมงานของสต็อกทูมอร์โรว์อยู่ระหว่างการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อหารือถึงแนวทางการจัดตั้งว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ หากไม่ได้ต้องทำอย่างไร โดยแนวทางนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้นักลงทุนรายย่อย สามารถสร้างรูปแบบการลงทุนของตัวเอง และมีการลงทุนอย่างรอบคอบมากขึ้น การดำเนินการต้องใช้เวลา และคงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้