วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กิตติรัตน์'ยันกู้2ล้านล้านยึดวินัยการคลัง

"กิตติรัตน์"ยันพ.ร.บ.กู้2ล้านล้านบาท ไม่ผิดกฎหมายกฤษฎีกาตรวจสอบแล้ว ยันอยู่ในกรอบวินัยการคลังไม่เกิน60%ของจีดีพี

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในรายการ"รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน"เรื่องร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทางด้านการคมนาคมขนส่งมาออกอากาศว่าว่าการกู้ยังอยู่ในระบบงบประมาณขาดดุล คือเรามีงบประมาณประจำปีมากกว่ารายรับต่อเนื่องมา แม้ว่าจะสามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญมาโดยตลอด ดังนั้นหากต้องการจะทำโครงการอะไรใหม่ ๆ ในช่วงเวลานี้ไปจนถึง 5-7 ปีข้างหน้าโครงการเหล่านั้น จะทำได้ก็ต่อเมื่อต้องใช้เงินกู้เพื่อมาทำโครงการใหม่ ๆ เหล่านี้ทั้งนั้น แต่มีการถกเถียงขณะนี้ว่าทำไมไม่ไปใช้งบประมาณประจำปี เพราะถ้าใช้ก็ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลในงบประมาณประจำปีเพิ่มขึ้นเพื่อมาทำโครงการใหญ่ ๆ การที่จัดแยกกฎหมายฉบับนี้ออกเป็นกฏหมายเฉพาะ เพื่อให้เห็นว่าการลงทุนในระบบการคมนาคมขนส่งของประเทศที่กำลังจะดำเนินการกันมีโครงการอะไรบ้าง แล้วเชื่อมโยงกันยังไงไม่ไปปนกับโครงการอื่นๆ หรือภารกิจอื่นๆในงบประมาณประจำปี ก็เป็นคำตอบเดียวกันคือ ใช้เงินกู้แล้วแยกออกมาให้เห็นได้ชัด

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า อาจจะมีข้อถกเถียงอีกว่า ทำไมไม่ไปใช้การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลได้ชี้แจงหลายครั้งว่า สำหรับโครงการที่ไม่มีรายรับ เช่น สร้างถนน ขยายถนน เราไม่ได้ตั้งด่านเก็บเงินเพิ่ม หรือโครงการที่จะทำรถไฟรางคู่ ทุกท่านก็ทราบดีว่า ขณะนี้ไม่ได้เป็นโครงการที่เป็นที่ดึงดูดใจของภาคเอกชนโครงการลักษณะนี้การที่จะชักชวนภาคเอกชนมาร่วมลงทุนในขณะที่เรากำลังจะทำ คงจะทำไม่ได้ แต่จะมีโครงการอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะสามารถทำการร่วมทุนกับเอกชนได้ คือ โครงการที่มีการทำทางหลวงเก็บค่าผ่านทางหรือว่าแม้กระทั่งรถไฟความเร็ว ซึ่งอาจจะมีกลไกในการลงทุนสร้างรางโดยภาครัฐหรือกึ่งรัฐรวมทั้งให้มีการเดินรถโดยภาคเอกชนเหล่านี้เป็นไปได้ แต่การร่วมทุนกับเอกชนไม่ใช่ของได้เปล่า เราจำเป็นต้องให้สิทธิประโยชน์กับเอกชนเหล่านั้นด้วย และเอกชนเหล่านั้นก็มักจะต้องการสิทธิประโยชน์ค่อนข้างสูง การที่รัฐบาลลงทุนเอง ต้นทุนในการกู้ของรัฐบาลถือว่าต่ำที่สุด เอกชนรายใดๆไม่ว่าในประเทศหรือต่างประเทศก็ไม่สามารถมีต้นทุนที่ต่ำเท่ากับเรา ฉะนั้นการดำเนินการตรงนี้เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่หากมีโครงการใด พบว่ามีเอกชนที่สามารถจะมาลงทุนได้ แม้ว่าตนได้พูดถึงข้อสังเกต ข้อเสียที่อาจจะเกิดขึ้นก็ตาม แต่เขาอาจจะมีประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการที่ดีกว่า การบริการบางลักษณะในภาครัฐหรือแม้แต่รัฐวิสาหกิจอาจจะทำได้ไม่คล่องตัวเท่า ภาคเอกชนอาจจะสามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่าที่รัฐจะไปทำ รัฐก็จะพร้อมที่จะให้เขาดำเนินการทำไป

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ในแต่ละปีมีงบประมาณประจำปี ซึ่งงบฯปี 2557 ที่กำลังจะเริ่ม ซึ่งงบประจำปีอยู่ที่ 2.525 ล้านล้านบาทต่อ 1 ปี งบจำนวนนี้เป็นงบลงทุนอยู่ในยอดประมาณ 4 แสนล้านบาท ที่เหลือก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการในเรื่องของการบริหารจัดการทั่วไป และเป็นงบประมาณทุกชนิด ทุกหน่วยราชการ ทุกกระทรวง ทบวง กรม การที่เราจะใช้งบประมาณประจำปี หากไม่เพิ่มยอดขึ้นก็ย่อมต้องเบียดบางรายการอื่น ๆ ลง อย่างเช่นที่บางคนกำลังเป็นห่วงกันเรื่องการศึกษา การสาธารณสุข หรืองานด้านสังคมอื่น ๆ ถ้าหากว่าเราเอาโครงการเหล่านี้เบียดเข้าไปในงบประมาณประจำปี จะทำให้การดำเนินการในด้านอื่น ๆ ได้รับการกระทบ สมาชิกสภาบางท่าน ได้ยกข้อสังเกตว่า ถ้าไปเบียดงบที่เคยใช้อยู่ในด้านต่าง ๆ ก็จะเกิดปัญหาเพิ่มขึ้น ถ้าเพิ่มยอดขึ้นไปการขาดดุลสูงขึ้น แม้ว่ากรอบของการดำเนินการตามหลังพระราชบัญญัติงบประมาณ สามารถที่จะขาดดุลสูงขึ้นได้ แต่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าประเทศไทยแทนที่จะอยู่ในภาวะที่สามารถลดการขาดดุลจากการบริหารจัดการของงบประมาณประจำปีลงได้ กลายเป็นประเทศที่จะต้องมีการขาดดุลเพิ่มขึ้น

ดังนั้นการที่แยกออกเป็นกฏหมายต่างหากให้เฉพาะก็จะเห็นได้ว่าการลดการใช้จ่ายปกติลง จนเป็นสมดุล ซึ่งมีเป้าหมายในปลายปีงบประมาณ 2560 สามารถทำได้ ในขณะเดียวกันการลงทุนตรงนี้ ก็มีการแยกมาให้เห็นชัด และสามารถจะทำให้เกิดความต่อเนื่อง เกิดความโปร่งใสว่า เจตนารมณ์ของรัฐบาลที่จะดำเนินการลงทุนครอบคลุมในโครงการใดบ้างไม่ว่าจะเป็นทางถนน ทางรางระบบเดิม หรือทางรางที่เป็นรถไฟความเร็ว หรือรถไฟฟ้าในเมือง รวมทั้งระบบขนส่งทางน้ำ จะสังเกตเห็นว่าจะมีเรื่องของด่านของศุลกากร อีก 41 แห่งเข้ามาด้วย แต่จะไม่มีเรื่องของทางอากาศเพราะเราสามารถดำเนินการ ในกรอบปกติได้อย่างด้านทางอากาศ

นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าการกู้เงิน 2 ล้านล้าน เป็นกรอบสำหรับ 7 ปี ฉะนั้นไม่ใช่ว่าเป็น 2 ล้านล้าน ที่จะเกิดขึ้นในทีเดียว หรือ 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นปีงบประมาณหรือปีปฏิทิน ฉะนั้นถ้าเราเอา 2 ล้านล้านมาเฉลี่ยกับระยะเวลา 7 ปี จะตกประมาณปีละ 3 แสนล้านบาท คำถามคือจะเอาเงินมาจากไหน ขณะนี้วินาทีนี้เรามีสภาพคล่องที่เป็นส่วนเกินที่ระบบธนาคารกลางกรุงเทพจำเป็นต้องดึงออก เพราะเราสามารถเกินดุลการค้า เกินดุลบัญชีเงินสะพัด รวมทั้งสามารถดึงดูดการลงทุนหรือเงินลงทุนต่างประเทศเข้ามาได้ เรามีสภาพคล่องส่วนเกินมากกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งอาจทำให้มีคนมองไม่เห็น เพราะเงินจำนวนดังกล่าวถูกดึงออกจากระบบไปอยู่ที่ระบบธนาคารกลาง ในขณะที่ความต้องการ 2 ล้านล้านบาทไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เกิดขึ้นในเวลา 7 ปี วันนี้อาจจะมีคนได้พูดถึงความตั้งใจในการระดมทุน หากจะใช้เงินในประเทศทั้งหมดก็ย่อมทำได้ แต่การที่โครงการจำนวน 2 ล้านล้านบาท คงจะมีสัดส่วนของการนำเข้าอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร เทคโนโลยีต่างๆ บ้าง ในกรอบประมาณไม่เกินร้อยละ 50 ของเงินลงทุน การที่นำเข้าสิ่งเหล่านี้ก็ต้องใช้เงินตราต่างประเทศ เรามีเงินตราต่างประเทศพอในระบบของเงินทุนสำรองของประเทศ ในขณะเดียวกันเราไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับตลาดเงินทุนต่างประเทศมานานแล้ว

รองนายกฯ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่เราหลุดพ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจแล้ว จะเป็นเรื่องที่ดีมากหากเรามีการเชื่อมโยงกับตลาดเงินทุนต่างประเทศบ้าง ไม่ใช่ว่าเข้าไปเวลาที่ไม่มีทางเลือกและก็จนแต้มต้องใช้เงินหรือเวลาที่เราไม่ต้องใช้เราก็ไม่ต้องเข้าไปเลย ดังนั้นการที่เราจะออกเป็นพันธบัตรระยะพอเหมาะ เช่น 10 ปี ให้กับตลาดต่างประเทศในจำนวนที่ไม่มากมาย เพื่อที่จะมาดูแลในส่วนที่จะต้องนำเข้าบ้างก็เป็นเรื่องที่ทำได้ด้วย และต่างประเทศก็จะมองเห็นว่าประเทศไทยในขณะนี้เรามีหนี้ต่างประเทศต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้กับภาครัฐการที่เรามีพันธบัตรลักษณะนี้จะทำให้เรามีข้อมูลสำคัญคือว่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเหล่านี้จะอยู่ในตลาดตลอดเวลา จะทำให้เราเข้าใจได้ดีว่าประเทศเราอยู่ในสายตาของต่างประเทศแล้ว เขามองเราอย่างสบายใจหรือมองเราอย่างกังวลอย่างไร และการที่ออกอย่างต่อเนื่องในจำนวนที่เท่า ๆ กัน เช่น ถ้าออกพันธบัตร 10 ปี ในจำนวนที่เท่า ๆ กัน ปีที่ 11 ก็ออกมาเพื่อแทนพันธบัตรที่เคยออกในปีที่ 10 แล้วก็ชำระคืนในปีแรกและก็คืนไป ดังนั้นการดำเนินการครั้งนี้เรามีเงินทุนทั้งในประเทศ การที่จะเข้าไปในตลาดทุนต่างประเทศทำได้เพราะว่าเรามีหนี้ต่างประเทศน้อยมาก

สำหรับการแบ่งสัดส่วนการระดมทุนระหว่างระดมทุนในประเทศกับต่างประเทศ รมว.คลัง กล่าวว่า ก็คงจะใช้เงินในประเทศมากกว่า อย่างที่เรียนว่าใน 2 ล้านล้านบาท จำนวนมากกว่า หนึ่งล้านล้านนี้จะเป็นส่วนที่ไม่ต้องนำเข้าเลยและในจำนวนที่ประมาณน้อยกว่าหนึ่งล้านล้านนี้ เราสามารถที่จะใช้เงินในประเทศได้ในสภาพคล่องเงินบาทและเงินสำรองระหว่างประเทศที่เรามีเพียงพอ การที่จะเข้าไปในตลาดต่างประเทศบ้างนี้คงจะเป็นประมาณระหว่าง 1 ใน 4 ของส่วนที่จะต้องนำเข้านี้ ถึงประมาณร้อยละ 40 เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็จะทำให้เรามีหนี้ต่างประเทศก็น้อยด้วย แต่เราก็ยังสามารถที่จะมีข้อมูลสำคัญว่าชาวโลกที่มองเราเขามองเราอย่างไร

"มีคนไปเข้าใจว่าการลงทุน 2 ล้านล้าน เป็นการลงทุนที่เกินตัว ผมขออนุญาตเรียนว่าที่จริงแล้วมีการศึกษาโดยทั้งสภาพัฒน์ฯ และกระทรวงคมนาคม ถ้าหากจะลงทุนระบบคมนาคมขนส่งเรา มีความครบถ้วนแทบจะสมบูรณ์แบบนะครับ จะสามารถหรือลงทุนได้ถึง 4.2 ล้านล้าน อย่างไรก็ตามจากการหารือ เรามีความเข้าใจร่วมกันว่าทุกคนก็จะลงทุนด้วยความระมัดระวัง"นายกิตติรัตน์ กล่าว

เมื่อถามว่าหมายถึงตัว 4.2 ล้านล้านตั้งแต่ตอนแรกที่มีการให้แต่ละหน่วยงานเสนอเข้ามาใช่หรือไม่ แต่ยอดสูงถึง 4.2 ล้านล้าน แล้วก็ทยอยตัดออกมาเท่าที่จำเป็น รองนายกฯ กล่าวว่า ครับ เราก็มาดูกันในเรื่องของการที่จะลงทุนในกรอบที่ทำให้เกิดความมั่นคง และความมีวินัยทางการคลังสูงที่สุด ตัวเลข 2 ล้านล้านถ้วน เป็นตัวเลขที่ทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจได้ก็ขออนุญาตเรียนว่ากรอบวินัยทางการคลังของประเทศจะมีการประกาศโดยกระทรวงการคลัง โดยการพิจารณาของกระทรวงการคลังเอง แต่เดิมนั้นเราเคยมีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ กรอบวินัยการคลังเราก็หลุดกรอบไป จนเกินร้อยละ 60 ปัจจุบันในกรอบวินัยการคลังอยู่ที่ร้อยละ 60 การที่เราพูดว่าเราพิจารณาลงทุน 2 ล้านล้าน เราจะสามารถควบคุมกรอบวินัยการคลัง คือหนี้สาธารณะต่อGDPของประเทศอยู่ที่ร้อยละ 50 แสดงว่าเราระมัดระวังและเผื่อไว้ ซึ่งเราพยายามจะให้ไปไม่ถึงร้อยละ 60 และการเผื่อเอาไว้อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์

หากมีคนถามว่าโลกมีความผันผวนแบบนี้ ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นเราจะทำยังไง ร้อยละ10 ของ GDP ในนาทีนี้ GDPอ ยู่ที่ 13 ล้านล้าน ถ้าร้อยละ 10 ที่เราเผื่อเอาไว้คือมีมูลค่าเท่ากับ 1.3 ล้านล้าน GDP โตขึ้นเรื่อย ๆ ปีที่แล้วGDP โตขึ้น 1 ล้านล้าน ดังนั้นถ้าเราพูดถึงระยะเวลา 7 ปีข้างหน้า GDP ที่อยู่ที่ 13 ล้านล้านก็จะโตขึ้นไปถึงใกล้ๆ 20 ล้านล้าน เพราะฉะนั้นการที่เราเผื่อเอาไว้ร้อยละ 10 ของGDP ก็เท่ากับเราเผื่อไว้ 1.3 ล้านล้านหรือ 2 ล้านล้านอยู่ที่ GDP ปีไหน นอกจากนั้นในเรื่องของการที่เราพิจารณาไม่ใช่แค่รักษาระดับหนี้สาธารณะแต่เราต้องดูว่าเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแล้ว เราก็ต้องการจ่ายเงินต้นในอดีตนั้นกฎหมายกู้เงินไม่เคยคำนึงไม่เคยคำนวณว่ากู้มาแล้วจะจ่ายเงินต้นจ่ายดอกเบี้ยยังไง คงจำได้ว่ารัฐบาลเป็นรัฐบาลที่ได้เข้ามาเราดำเนินการแก้ไขหนี้รายการสำคัญอัน 1.1.4 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สมัยกองทุนฟื้นฟูหลังวิกฤตเศรษฐกิจต้นยำกุ้งปี 2540 หนี้จำนวนนั้นเป็นตัวอย่างที่ดี คือวางไว้เฉย ๆจ่ายดอกเบี้ยปีละ 6 -7 หมื่นล้านทุกปีไม่มีการดูแลเงินต้นให้ลดลงเลยแต่รัฐบาลนี้เข้ามาเราก็ดำเนินการให้มีกลไกในการชำระหนี้ตัวนี้จนขณะนี้ยอดเงินต้นของหนี้จำนวนนี้ก็ลดลงมาแล้วก็ไม่เป็นภาระดอกเบี้ยต่องบประมาณแผ่นดินเพราะมีกลไกในการดูแล

"เราเป็นรัฐบาลที่คำนึงถึงว่าถ้ามีการกู้เงินแล้วจะถูกใช้อย่างไรนะครับ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้เงินจำนวนนี้ถ้าจะรวมทั้งเงินต้นที่จะผ่อนชำระด้วยตลอดระยะเวลาไปในอนาคตข้างหน้าเราต้องการควบคุมให้อยู่ในระดับที่ไม่เกินร้อยละ 4 ของงบประมาณประจำปี ดังนั้นการที่อยู่ในระดับที่เรียกว่าเป็นร้อยละ 4 ก็จะไม่ไปเบียดบังงบประมาณรายจ่ายอื่นๆที่เป็นเรื่องพัฒนาสังคมอะไร รวมทั้งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคตให้ดีขึ้นอีกด้วย รายรับในอนาคตก็จะดีขึ้นด้วยเพราะว่าประเทศมีประสิทธิภาพทางการคมนาคมขนส่งที่ดีขึ้น เพราะฉะนั้นก็เรียนด้วยความมั่นใจนะครับว่า 2 ล้านล้านไม่ได้เป็นการกู้มาในคราวเดียวแล้วมากองเอาไว้เป็นกรอบวงเงินอย่างที่ท่านรัฐมนตรีคมนาคมได้เรียนการจะกู้แต่ละโครงการนั้นจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆให้ครบถ้วน เพราะฉะนั้นก็จะมีการลักษณะที่เป็นการทยอยใช้เงินกู้แล้ว ก็หลักการดำเนินการอย่างนั้นก็จะทำให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจในทุกก้าวที่เดินไปข้างหน้า"นายกิตติรัตน์ กล่าว

เมื่อถามว่าชาวบ้านฝากถามว่าใช้หนี้กี่ปีหมด นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ก็เรียนว่าเราอยู่ภายใต้ข้อสมมติว่าถ้าเราจ่ายเงินต้นน้อย ๆ แล้วก็ถ้าสมมุติอัตราดอกเบี้ยเอาไว้เผื่อ ๆ ว่ามันจะสูงเราสามารถจะใช้บาทสุดท้ายหมดสิ้น 50 ปี บาทสุดท้ายแต่ทรัพย์สินยังอยู่ครบและทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการลงทุน 2 ล้านล้านใน 50 ปีข้างหน้า คงจะมีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านหลายเท่า โดยปกติแล้วทุกฝ่ายที่เคยทำทางด้านธุรกิจหรือว่าเรื่องของการดำเนินการที่ใช้เงินกู้บ้านจะเข้าใจว่าทรัพย์สินจะเป็นประโยชน์ในระหว่างที่ใช้แล้วก็จะเกิดประโยชน์ด้านอื่นๆในขณะเดียวกันหนี้จะค่อยๆทยอยลดลงแล้วก็ในหลายๆองค์กรไม่ได้คำนึงถึงว่าจะลดลงจนถึงขนาดไม่มีหนี้เหลือเลยเป็นบาทสุดท้ายเราเพียงแต่คำนวณให้ดูว่าถ้าต้องการจะหมดเลยในบาทสุดท้ายก็คือ 50 ปี