วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แง้มประตูดู "สื่อนอกบ้าน" พม่า โอกาสทองธุรกิจไทย

หลังเปิดประเทศในปี 2010 พม่ากลายเป็นหนุ่มเนื้อหอมดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลก ปลุกตลาดสื่อโฆษณาให้ครื้นเครง โอกาสทองทุนไทยในธุรกิจ"สื่อนอกบ้าน"

ป้ายและสื่อโฆษณาที่เรียงรายกระชากสายตาอยู่ในย่านการค้าสำคัญๆ ของพม่า สะท้อนการเติบโตของธุรกิจ “สื่อนอกบ้าน” ในประเทศเปิดใหม่อย่างพม่า ได้อย่างแจ่มชัด

หลังสองปีที่ผ่านมา มีสินค้าและบริการ หลั่งไหลไป “แจ้งเกิด” ในพม่า และจัดเต็มกิจกรรมส่งเสริมการขาย ทุ่มโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อต่างๆ ทั้ง สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ ป้ายโฆษณา จอแอลอีดี โฆษณาบนรถโดยสารประจำทาง ป้ายรถเมล์ โฆษณา ณ จุดขาย อีเว้นท์เปิดตัวสินค้าในห้างสรรพสินค้า สารพัดกลยุทธ์การตลาด ที่ต่างงัดมาสร้างสีสันให้กับพม่าในวันนี้

เอ็นไวโรเซล (ไทยแลนด์) ลงพื้นที่สำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า พบว่า ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเป็นสื่อการตลาดที่ทรงอิทธิพลมากสำหรับคนพม่า ซึ่งการประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ใจกลางเมือง สามารถดึงดูดความสนใจผู้บริโภคชาวพม่าได้อย่างดี

ไม่น่าแปลกใจที่ในทุกพิกัด ไม่ว่าจะเป็น สนามบิน ย่านการค้า การลงทุน ตลอดจนเส้นทางสู่แหล่งท่องเที่ยว ล้วนอัดแน่นไปด้วยแผ่นป้ายโฆษณาสีสันสดใส และหลายป้ายยังสะท้อนแนวคิดสร้างสรรค์ แม้แต่การโฆษณาผ่านจอแอลอีดี ก็มีให้เห็นในหลายจุดของพม่า

“ชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์” อัครราชทูต ประจำสถานทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง บอกเล่ารสนิยมคนพม่า ในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงว่า หลังเปิดประเทศ เศรษฐกิจค่อยๆ พัฒนาขึ้น คนพม่าเริ่มมีกำลังซื้อ ทำให้มีความต้องการสินค้าหลากหลาย โดยไม่เพียงสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่เมื่อคนพม่ามีเงิน ก็เริ่มมองหาสินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าที่มีแบรนด์ และคุณภาพดี แม้แต่สถาบันความงามและผลิตภัณฑ์ความสวยความงาม ก็เติบโตขึ้นมากในตลาดพม่า

“พม่าเริ่มเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ เด็กพม่าส่วนหนึ่งไปเรียนต่างประเทศ คนเหล่านี้ เห็นโลกกว้าง มีรสนิยม และมีความต้องการสินค้าที่หลากหลาย ดังนั้นก็เป็นโอกาสที่เราจะนำเสนอสินค้าใหม่ๆ นอกเหนือจากสินค้าพื้นฐานให้กับเขา”

ในวันที่การแข่งขันทางการตลาดเริ่มต้นขึ้น สินค้าและบริการ ต่างก็อยากแนะนำตัว และเข้าไปแจ้งเกิดในใจลูกค้าชาวพม่า ปลุกตลาดสื่อโฆษณาให้คึกคัก ไปพร้อมๆ กับธุรกิจที่บูมขึ้น

“ธุรกิจป้ายและสื่อโฆษณายังมีโอกาสอีกมากในพม่า เป็นตลาดที่ขยายตัวขึ้นทุกขณะ เพียงแต่ขอให้เข้ามาศึกษา มาประเมินคู่แข่ง เพราะไม่ใช่แค่ไทยที่อยากเข้ามา อย่างนักลงทุนจากจีนก็เข้ามากันเยอะมาก ฉะนั้นเราคงต้องดูว่าเรามีจุดแข็งอย่างไร เหนือกว่าคนอื่นอย่างไร เราต้องรู้จุดอ่อน จุดแข็งของตนเอง รู้ต้นทุน รู้รสนิยมคนพม่า จึงจะสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์มาตอบสนองได้ และต่อสู้ได้ในตลาดนี้”

อัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง บอกอีกว่า เขายังเชื่อมั่นในขีดความสามารถของนักธุรกิจไทย โดยเฉพาะในงานครีเอทีฟ คนไทยไม่เป็นรองใคร และได้รับการยอมรับในระดับโลก เพียงแต่ขอให้ผู้ประกอบการลองเข้ามาศึกษา ใช้เวลาเรียนรู้ธุรกิจ รวมถึงลองหาเพื่อนคนพม่า และรักษาความสัมพันธ์ที่ดีไว้ เพื่อต่อยอดเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีในอนาคต

“ทศทิศ รอดประเสิรฐ” หัวหน้าสำนักงานผู้แทน ธนาคารกรุงเทพ ประจำกรุงย่างกุ้ง บอกเล่าสถานการณ์หอมหวานของอุตสาหกรรมป้ายและสื่อโฆษณาในพม่า หลังสินค้าอุปโภคบริโภคนับร้อยรายการจากไทย ไหลเข้าสู่พม่า และสินค้าเหล่านั้นก็ต้องการการโฆษณาทั้งสิ้น

“ผมเพิ่งพบกับเอเยนซี ที่นำเข้าสินค้ากว่าร้อยบริษัทจากไทย ความหมายคือทั้งร้อยบริษัท ก็ต้องการการโฆษณา ให้ติดตลาดทั้งนั้น และเมื่อคนติดแบรนด์แล้ว โฆษณาก็จะต้องตามมาอีก ง่ายๆ เลย พม่าเตรียมเปิดสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ (หัสถาวดี) จะสร้างเสร็จในอีก 4-5 ปี ข้างหน้า ซึ่งใหญ่โตมาก และความยาวตั้ง 70 ไมล์ ลองไปทำบิลบอร์ดสิ คิดดูว่าจะได้เยอะแค่ไหน ยึดพื้นที่ได้ก่อนก็น่าสนใจนะ”

เขาบอกหลากหลายโอกาสที่จะเกิดขึ้นในประเทศพม่า และส่งผลต่อธุรกิจสื่อนอกบ้านอย่างปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถนำประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญมาใช้กับพม่า เพราะตลาดเมืองไทยก็หนาแน่นไปหมดแล้ว เพียงแต่ให้เตรียมรับมือกับการแข่งขัน เพราะธุรกิจกลุ่มนี้มีผู้เล่นทั้งต่างชาติ บริษัทคนไทยด้วยกันเอง รวมถึงเจ้าถิ่นอย่างพม่า และไม่อยากให้ผู้ประกอบการไทยปิดกั้นตัวเอง ทำแต่สิ่งที่ตัวเองถนัดเท่านั้น แต่อยากให้ยืดหยุ่นในการทำธุรกิจกับพม่า แล้วจะพบโอกาสที่ซ่อนอยู่อีกมากในประเทศนี้

“ไม่อยากให้จำกัดตัวเองว่าจะทำแค่บิลบอร์ด หรือทำโฆษณาอย่างเดียว แต่ถ้าเขาต้องการอย่างอื่น เราก็ควรยืดหยุ่นให้เขาได้ อย่างมีบริษัทรีไซเคิลมาที่นี่ ทางพม่าบอกว่าต้องการเม็ดพลาสติก ก็จัดหาให้เขาได้ อย่าไปคิดว่าเราต้องมุ่งแต่ธุรกิจของเราเท่านั้น บางครั้งก็ต้องมีประยุกต์กันบ้าง เพราะเราออกมาต่างประเทศแล้ว”

ขณะที่การทำงานกับคนพม่า ทศทิศบอกว่า อยากให้มีความเป็นมืออาชีพ เพราะพม่าติดต่อธุรกิจกับสิงคโปร์แล้วดังนั้นระบบการทำงานจึงมีมาตรฐานพอสมควร อย่างการใช้ไอที การจัดทำระบบข้อมูลต่างๆ จะใช้วิธีแบบ “ลูกทุ่งๆ” ไม่ได้ และอยากให้ผู้ประกอบการไทย มีความเป็นบริษัทข้ามชาติ (Multinational Company) เหมือนกับพี่ใหญ่อย่าง ปตท. หรือ เอสซีจี ที่เข้ามาในพม่าก่อนหน้านี้

ธุรกิจสื่อในพม่ากำลังเติบโต และนักธุรกิจท้องถิ่นพม่าก็สนใจธุรกิจไทยอยู่มาก ดูได้จากเวที Myanmar-Thailand Business Matching ในกลุ่มธุรกิจป้าย และสื่อโฆษณา ที่จัดขึ้นในวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ณ กรุงย่างกุ้ง โดยหัวหอกภาคเอกชนอย่าง บริษัทไอบริก จำกัด ผู้จัดงาน SIGN ASIA EXPO 2013 และ LED & DIGITAL SIGN 2013 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 14-17 พฤศจิกายน นี้ที่ประเทศไทย

ในงานนี้ผู้ประกอบไทยนับ 10 กิจการ ได้พบกับนักธุรกิจท้องถิ่นพม่าเกือบ 30 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกของหอการค้าพม่า หรือ “UMFCCI” (The Union of Myanmar Federation of Chambers of Commerce and Industry) ทั้งกลุ่ม เทรดเดอร์ บริษัทเอเยนซี ผู้ผลิตสื่อโฆษณา ผู้ผลิตและให้เช่าป้ายบิลบอร์ด ธุรกิจงานพิมพ์ และเจ้าของสื่อ ซึ่งต่างให้ความสนใจนักลงทุนไทย โดยเสนอความร่วมมือในหลายรูปแบบ ทั้ง การร่วมลงทุน (Join Venture) เป็นเทรดเดอร์สั่งซื้อสินค้าจากไทย ซื้อโนว์ฮาว เทคโนโลยี กระทั่งแลกเปลี่ยนลูกค้าระหว่างสองประเทศ

“สุวิมล ศุภนาม” เจ้าของกิจการ SMART FOCUS จำกัด ธุรกิจให้เช่าป้ายโฆษณาบนทางด่วนจากเมืองไทย ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการเจรจาธุรกิจ ก็ได้โมเดลความร่วมมือที่น่าสนใจจากเพื่อนร่วมธุรกิจเดียวกันในพม่า นั่นคือ การแลกเปลี่ยนลูกค้าระหว่างสองประเทศ เนื่องจากไม่เพียงลูกค้าไทยที่ต้องการมาแจ้งเกิดในพม่า แบรนด์พม่าเองก็ต้องการไปประชาสัมพันธ์ตัวเองในไทยด้วยเช่นกัน

“เรามีลูกค้าจากไทยอยากมาแนะนำตัวในพม่า เลยต้องการหาพื้นที่ประชาสัมพันธ์ พอดีได้เจอกับเจ้าของธุรกิจให้เช่าป้ายโฆษณาที่นี่ เลยตกลงที่จะส่งลูกค้าให้ เขาเองก็มีลูกค้าที่อยากไปประชาสัมพันธ์ที่เมืองไทยเช่นกันก็ส่งให้กับเรา”
สำหรับค่าผลิตและค่าเช่าป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ในพม่า ราคาไม่ต่างจากเมืองไทย คือเดือนละประมาณ 2 แสนบาท ขึ้นกับทำเล แต่การขอติดตั้งป้าย จะต้องได้รับการอนุญาตจากเทศบาล รวมถึงต้องจ่ายเงินก้อนให้กับทางเทศบาล ในระยะเวลาการเช่าตั้งแต่ 6 เดือน- 1 ปี ในอัตราประมาณ 1 แสนบาท

“อรุณโรจน์ คนธรรพ์สกุล” ทายาทรุ่นสองของ บริษัท ซีวิค มีเดีย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายจอ LED Full Color Disply,ป้ายไฟอักษรวิ่ง,หลอด LED T8, โคมไฟถนนและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่ในสนามมากว่า 20 ปี มีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะลูกค้าญี่ปุ่น

เธอบอกเราว่า มาพม่าเพื่อหาลู่ทางธุรกิจ และสนใจในการขยายตลาดสู่เออีซี ซึ่งพอมาดูก็พบว่าพม่าไม่ได้ล้าหลังอย่างที่คิด และมีช่องทางอีกมากให้เข้ามาขยายธุรกิจนี้ที่พม่า

“จากที่คุยกัน เขาก็สนใจเราพอสมควร อย่างโปดักส์ที่ทำ เดิมเขาต้องนำเข้าจากจีน และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งคุณภาพยังไม่ได้ เลยมองว่านี่น่าจะเป็นโอกาสที่จะเอาสินค้าของเราซึ่งเชื่อว่าคุณภาพสูงกว่ามาขยายตลาดที่นี่ ซึ่งถ้าเจาะตลาดพม่าได้ ก็น่าจะเติบโตไปได้อีกเยอะมาก”

ขณะที่ “พิรัช ธัมพิพิธ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท มอริโอ โปร จำกัด ธุรกิจพิมพ์สกรีน ที่อยู่มานานกว่า 40 ปี มีการพัฒนาคุณภาพและค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับวงการพิมพ์สกรีนมาอย่างต่อเนื่อง เขาบอกโอกาสธุรกิจการพิมพ์ในพม่า ว่า ไทยยังได้เปรียบเรื่อง “โนว์ฮาว” และ “เทคโนโลยี”

“นักลงทุนเขาค่อนข้างเปิดกว้างมาก มีความเข้าใจ และมีทุนพอสมควร และสนใจที่จะร่วมลงทุนกับธุรกิจไทยในทุกรูปแบบ สำหรับธุรกิจที่เห็นว่ามีโอกาส ตอนนี้เขาต้องการเรียนลัด เพื่อจะกระโดดได้เร็วขึ้น อย่างถ้าร่วมลงทุนกับเราได้ ซื้อเทคโนโลยีจากเรา เขาก็จะพัฒนาตัวเองได้เร็วขึ้น”

พิรัช บอกว่า พม่าเป็นประเทศที่น่าสนใจ และอยู่ในช่วงขาขึ้น มองว่าจะเติบโตได้อีกมากนับจากนี้ และอยากให้นักธุรกิจไทยเปิดใจที่จะเข้ามาแสวงหาโอกาสในพม่า

“ผู้ประกอบการไทยต้องตัดความกลัวทิ้งไปก่อน ต้องกล้าที่จะเข้ามา ซึ่งถ้าเราได้มีโอกาสเจอพาร์ทเนอร์ที่ดี ผมเชื่อว่า ยังไปได้สวยนะ ธุรกิจพม่าเองก็เชื่อว่า น่าจะโตก้าวกระโดดได้ถึงสองหลัก”

ขณะที่ “สักกฉัฐ ศิวะบวร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบริก จำกัด บอกว่า ธุรกิจไทยยังมีโอกาสในประเทศพม่า และไทยเองก็พร้อมเป็นผู้นำและศูนย์กลางธุรกิจป้ายและโฆษณาในอาเซียน เพราะที่ผ่านมากลุ่มสื่อนอกบ้านต่างก็มีการปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลและแอลอีดีเข้ามาใช้ ขณะที่ต่างชาติ อาทิ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และอินเดีย ต่างก็ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายเทคโนโลยีไปสู่กลุ่มประเทศอาเซียน

ขณะที่ “ดร.ติน ทัน อู” (Tin Tun Oo) เจ้าของธุรกิจสื่อ และประธานสมาคมการพิมพ์และผู้จัดพิมพ์แห่งประเทศพม่า หรือ “MPPA” สมาชิกหลักของหอการค้าพม่า หนึ่งในภาคเอกชนที่เข้าร่วมจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ บอกว่า ยังมีโอกาสอีกมากในธุรกิจการพิมพ์และสื่อโฆษณาในประเทศพม่า ที่เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่กำลังเติบโต และเป็นจังหวะที่ดีของนักลงทุนไทยที่จะเข้ามาลงทุนในพม่าช่วงเวลานี้ โดยนักลงทุนพม่าพร้อมให้ความร่วมมือกับนักธุรกิจไทยอย่างเต็มที่

คนไทยอยากมาพม่า และคนพม่าก็ดูไม่ได้หมางเมินกับคนไทย แต่จะทำอย่างไรให้โฆษณาที่เรามี กลยุทธ์การตลาดที่เราใช้ โดนใจคนพม่า!

เสียงหัวเราะของผู้ชมดังเป็นระยะ สลับกับเสียงพิธีกรบนเวที สร้างบรรยากาศสุดคึกคักให้กับกิจกรรมการตลาดของ “3K แบตเตอรี่” ที่ใช้ห้าง Junction Square แหล่งรวมวัยรุ่นชาวพม่า เปิดตัวสินค้า แม้งานนี้ไม่มีดารามาโชว์ตัว แต่การแสดงสนุกๆ ที่เกิดขึ้นบนเวที ก็ดึงดูดผู้คนให้ล้อมวงเต็มหน้าเวที ไล่ไปจนอัดแน่นในแต่ละชั้นของห้างฯ เพื่อให้มีช่องว่างพอแทรกตัวมาดูกิจกรรมด้านล่างเวทีได้

“บุญสาม” ไกด์นำเที่ยวชาวพม่า บอกเราว่า คนพม่าชอบความสนุกสนาน และนี่ก็น่าจะเป็นภาพสะท้อนความชอบในแบบที่ว่า ขณะที่งานโฆษณา “โดนใจ” คนพม่า ก็ต้องผสมการเต้นรำ จะขายอะไรก็ได้ แต่ขอให้ออกมาเต้นๆ กันหน่อย ขณะที่แบรนด์ไหนเลือกใช้ดาราที่ชื่นชอบมาเป็นพรีเซนเตอร์ ก็มักจะขายดี พรีเซนเตอร์จึงมีอิทธิพลกับการซื้อสินค้าของคนพม่า ยกเว้นกลุ่มที่ยึดติดในแบรนด์ เรียกว่าจงรักภักดีกับแบรนด์ที่ชอบแล้ว อะไรใหม่ๆ เข้ามาก็ไม่ค่อยจะยอมใจอ่อนกันง่ายๆ

งานโฆษณาในพม่าไม่เอาเรื่องศาสนามาใช้ เพราะชาวพม่าถือว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การเคารพ ไม่นำมาล้อเล่น ชาวพม่าดูเคร่งศาสนา ชอบเข้าวัดเข้าวาก็จริง แต่ก็ไม่ได้หัวโบราณ งานโฆษณาจึงโชว์ความเซ็กซี่บ้างก็ได้ แต่ไม่ถึงกับโป๊เปลือย วัยรุ่นพม่าก็บ้าซีรีย์เกาหลี และชอบแฟชั่น สังเกตได้ว่าไม่นุ่งโสร่ง หรือผ้าถุง แต่สาวๆ ก็เริ่มนุ่งสั้น ขณะหนุ่มๆ ก็จัดเต็มกับการแต่งตัวไม่ต่างจากวัยรุ่นไทย และเริ่มมีพริตตี้นุ่งสั้น มาประชาสัมพันธ์สินค้ากันแล้ว

“คนพม่าเปิดกว้าง และไม่ใช่ชาตินิยม ชอบงานดีไซน์ งานที่มีความคิดสร้างสรรค์ เพราะประเทศถูกปิดมานาน พอมีอะไรใหม่ๆ เข้ามา เลยตื่นเต้นที่จะรับรู้ และพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ”

ขณะที่ข้อมูลจาก เอ็นไวโรเซล (ไทยแลนด์) สะท้อนกำลังซื้อของคนพม่า (Purchasing Power) พบว่า ย่างกุ้งเป็นเมืองที่มีกำลังซื้อสูงสุด รองลงมาคือ เนปิดอว์ และมัณฑะเลย์ ขณะที่ในแต่ละเมืองก็มีการใช้สินค้าและบริการที่แตกต่างกัน โดยคนย่างกุ้งค่อนข้างมีความทันสมัย และเริ่มหันมาใช้สินค้าที่สร้างความสะดวกสบาย ชอบอุปกรณ์ไอทีที่ล้ำสมัย ทั้งเพื่อประโยชน์การใช้งาน และตอบสนองไลฟ์สไตล์ ขณะที่ มัณฑะเลย์ เป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีพนักงานออฟฟิศ จึงไม่มีผู้นำแฟชั่น หรือการใช้ชีวิตที่ทันสมัยมากนัก ไม่ต่างจากเมืองเนปิดอว์ ซึ่งเป็นเมืองใหม่ และเป็นเมืองราชการ การซื้อสินค้า ส่วนใหญ่จึงเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของชีวิตเท่านั้น

นี่คือภาพสะท้อนบางส่วนจากมุมมองของคนพม่า และคนไทยที่อยู่ในพม่า ซึ่งรอให้ผู้ประกอบการไทย เข้ามาศึกษาและเรียนรู้ เพื่อเปิดน่านฟ้าใหม่ในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง สร้างโอกาสธุรกิจไทยไปรุ่งในอาเซียน