วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจไทยแค่ชะลอหรือหยุดชะงัก?

เศรษฐกิจไทยแค่ชะลอหรือหยุดชะงัก?

Technical recession ตามนิยามจริงแต่เบากว่าช่วงวิกฤต subprime อยู่ค่อนข้างเยอะ

แน่นอนตอนนี้นักลงทุนทั่วโลกกำลังรอการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (The Federal Reserve: Fed) ว่าจะเอาอย่างไรกับการลดขนาดของโครงการ Quantitative Easing (QE) หรือ ที่รู้จักกันในนาม QE tapering แต่ตลาดทุนโลกไม่รอใคร จริงๆแล้วตลาดก็คาดการณ์มาระดับหนึ่งแล้วว่า Fed จะต้องเริ่มลดขนาดโครงการนี้ภายในปลายปีนี้และจะหยุดทำในช่วงกลางปีหน้า ผลกระทบก็มีให้เห็นกันอยู่ เช่น การไหลออกของเงินที่เคยอยู่ในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นใน Emerging markets ซี่งรวมทั้งไทยเราด้วย ด้วยเม็ดเงินที่ไหลออก รวมทั้งช่วงหลังตัวเลขเศรษฐกิจไทยออกมาไม่ค่อยดีนัก คำถามจึงเกิดขึ้นในใจหลายคนว่าอาการของเศรษฐกิจแบบนี้มันดูเหมือนจะคล้ายกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 รึเปล่า? ผมเลยอยากจะมาเล่าสู่กันฟังครับว่าเศรษฐกิจบ้านเราชะลอตัวลงจริงครับแต่ยังไม่ได้แย่ขนาดที่ต้องกังวลเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ

Technical recession ตามนิยามจริงแต่เบากว่าช่วงวิกฤต subprime อยู่ค่อนข้างเยอะ

หลังจากที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกหดตัว 1.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส4ปีที่แล้วและขจัดผลของฤดูกาลแล้ว (หรือที่เรียกกันว่า Quarter on Quarter seasonal adjusted: QoQ sa) ความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากหลังสภาพัฒน์ฯออกมาแถลงว่าไตรมาสที่สองก็ยังหดตัวต่อไปอีก 0.3% (QoQ sa) ซึ่งตามนิยามทางด้านเศรษฐศาสตร์นั้นหากเศรษฐกิจหดตัวหรือโตแบบติดลบ QoQ sa สองไตรมาสติด เค้าเรียกกันว่าถดถอยทางเทคนิคหรือ technical recession พอได้ยินคำนี้หลายท่านก็ยิ่งตกใจ ยิ่งกลับไปคิดว่า technical recession ครั้งก่อนที่บ้านเราเจอคือช่วง subprime crisis ยิ่งรู้สึกหนาว แต่ถ้าดูขนาดของการหดตัวแล้ว รอบนี้ถือว่ายังเบากว่าช่วงนั้นเยอะครับ (ไตรมาส4/2008 หดตัว 4.8% และ ไตรมาส1/2009หดตัว 2.6%)

ดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มที่จะขาดดุลครั้งแรกในรอบ 7ปี แต่ไม่น่าจะหนักเท่าอินเดีย และ อินโดนีเซีย

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความกังวลเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นคือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) โดย7เดือนแรกขาดดุลไปแล้ว 4.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ประสบปัญหานี้ อินเดีย และอินโดนีเซียก็ประสบปัญหาเดียวกัน และดูเหมือนจะหนักมากกว่าไทยเราซะอีก โดยการขาดดุลของบ้านเรามีสาเหตุหลักๆ คือ 1)การส่งออกชะลอตัวลงค่อนข้างมาก 2)จากราคาทองคำโลกที่ลดลงทำให้มีการนำเข้าทองสุทธิ (หักส่งออกแล้ว)สูงมากในช่วงครึ่งปีแรก(ครึ่งปีแรกไทยเรานำเข้าทองสุทธิ 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เทียบกับ 5.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2012 ทั้งปี) 3) ในช่วงไตรมาสที่2 ของทุกปีเป็นช่วงที่บริษัทต่างชาติมีการส่งเงินปันผลกลับให้บริษัทแม่ในต่างประเทศค่อนข้างมาก โดยในปีนี้มีการส่งกลับถึง 4 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ที่กล่าวมาทั้งหมดผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าเราควรลดการนำเข้าทอง หรือ ไม่ควรนับการนำเข้าทอง หรือห้ามให้บริษัทต่างชาติส่งเงินปันผลกลับประเทศเพื่อจะได้แก้ไขปัญหาการขาดดุลฯ ของบ้านเรานะครับ เพียงแต่อยากจะชี้ประเด็นว่าจากทั้ง 3 สาเหตุนี้ ในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งราคาทองเริ่มสูงขึ้น เราน่าจะมีการนำเข้าทองสุทธิที่ลดลง และเมื่อผ่านช่วง High season ในการส่งเงินปันผลกลับแล้ว บวกกับรายได้จากการท่องเที่ยวที่กำลังใกล้เข้าสู่ช่วง High season ในช่วงปลายปี การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะเริ่มลดลง โดยในปี 2013 นี้ ทาง TISCO ESU คาดว่าไทยจะขาดดุลฯ ประมาณ 1.5% ของ GDP ซึ่งยังนับว่าแย่น้อยกว่าอินเดียและอินโดนีเซีย (ที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขาดดุลถึง 4%ของ GDP) และยังห่างไกลเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิฤตต้มยำกุ้ง (ที่ไทยเราเคยขาดดุลเฉลี่ยถึงปีละ 7% ของ GDP ในช่วง 1990-96)

หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นเร็วในช่วงหลัง น่าจะเริ่มชะลอตัวลง

อีกหนึ่งตัวเลขที่ทำให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยดูสูงขึ้นคือหนี้ครัวเรือนต่อGDP ที่ล่าสุดอยู่ที่ 78% จริงๆ แล้วสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ซึ่งเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่ออกมาพูดถึงประเด็นนี้) เป็นห่วงไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนแต่เป็นความเร็วของการเพิ่มขึ้นที่ล่าสุดดูเหมือนจะเพิ่มเร็วกว่าปกติค่อนข้างมาก จากการศึกษาของหลายสำนักวิจัยรวมทั้ง TISCO ESU พบว่าสาเหตุหลักน่าจะมาจากสินเชื่อรถยนต์ซึ่งช่วงหลังเพิ่มขึ้นเร็วมาก (สูงถึง 34% ในไตรมาส4/2012) ตามยอดขายรถยนต์ตามโครงการรถคันแรก แต่ช่วงหลังเริ่มชะลอลง (ล่าสุดอยู่ที่ 26% ในไตรมาส2/2013) ซึ่งเราคาดว่าน่าจะส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เริ่มชะลอลงด้วย

หนี้ต่างประเทศ-สาเหตุหลักในการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ-ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก

หนึ่งในสาเหตุหลักของวิกฤตเศรษฐกิจคือหนี้ และยิ่งเป็นหนี้ต่างประเทศ (ขอเรียกสั้นๆว่าหนี้นอกนะครับ) ด้วยแล้ว ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นมาก จากข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส1/2013 ไทยเรามีหนี้นอกที่ 40%ของ GDP ซึ่งยังถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1995 ที่ไทยมีหนี้นอกสูงถึง 69%ของ GDP เกินครึ่งเป็นหนี้ระยะสั้น (และเมื่อเราต้องลดค่าเงินบาทในปี 1997 หนี้นอกเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นเป็น 2เท่าในรูปเงินบาท)

เศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวในไตรมาส4นำโดยภาคท่องเที่ยวและส่งออก

กลับมาดูตัวเลข GDP ครึ่งปีแรกที่ผ่านมากันอีกครั้งนะครับ แน่นอนที่ผ่านมาตัวเลข QoQ sa ที่ออกมาติดลบสองไตรมาสติด ทำให้ตัวเลข YoY (ย่อมาจาก year-on-year) ไม่ค่อยได้รับความสนใจนัก เชื่อมั้ยครับว่าจริงๆ แล้วในช่วงครึ่งแรกของปีเศรษฐกิจไทยขยายตัวถึง 4.1% YoY (หมายถึงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้ขี้เหร่อะไร มองไปข้างหน้าในช่วงครึ่งหลังของปี TISCO ESU มองว่าภาคการท่องเที่ยวซึ่งที่ผ่านมาโตดีมาตลอด (ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ7เดือนแรกเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 20%) และกำลังจะเข้าสู่ช่วง high season น่าจะเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยได้ นอกจากนั้นจากตัวเลขการผลิตของประเทศคู่ค้า เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน ที่เริ่มส่งสัญญานดีขึ้น น่าจะส่งผลให้ภาคส่งออกของไทยเริ่มกลับมาฟื้นตัวได้บ้างครับ ทั้งปีเรายังคิดว่า GDP น่าจะขยายตัวได้ประมาณ 4%