ไทย-อียู เดินหน้าเจรจา FTA รอบ 2 เปิดข้อเสนอของแต่ละฝ่าย ก่อนถกเข้มตั้งแต่รอบ 3 เป็นต้นไป "โอฬาร"ลั่นไม่ยอมเรื่องยา
นายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป(อียู) เปิดเผยถึงผลการประชุมเจรจา FTA ไทย-อียู ครั้งที่ 2ร่วมกับนาย Joao Aguiar Machado รองปลัดกระทรวงการค้า คณะกรรมาธิการการค้ายุโรป ที่เชียงใหม่ ว่า การเจรจาในรอบนี้ ส่วนใหญ่เป็นการหารือและทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อเสนอที่ทั้งสองฝ่ายเสนอ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่าย ถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการเจรจาในรอบต่อๆ ไป ซึ่งจะเริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังรอบนี้
ในการเจรจา ได้มีการหารือกันในหลายเรื่องเช่น การเปิดตลาดสินค้าและการค้าบริการ การลงทุน มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช อุปสรรคทางเทคนิคทางการค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดของสินค้า พิธีการทางศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มาตรการเยียวยาทางการค้า และการค้าและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
"หลังจากที่ประชุมที่เชียงใหม่เสร็จแล้ว คณะเจรจาจะไม่อยู่เฉย แต่จะมีการหารือกับภาคเอกชน ประชาชน วิชาการ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและอัพเดทท่าทีในการเจรจาต่อไป โดยจะดูความเชื่อมโยงของแต่ละเรื่องที่เจรจาด้วย เช่น เรื่องการคุ้มครองแรงงานและสิ่งแวดล้อมจะมีผลต่อเรื่องการลดภาษีสินค้าอย่างไรบ้าง หรือหากอียูยอมลดภาษีสินค้าผักผลไม้ให้ไทยแล้วอียูจะต้องไม่ใช้มาตรการกีดกันสุขอนามัยพืชและสัตว์ (SPS) มากีดกัน เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุดจากการเจรจาในภาพรวม"
ส่วนประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องการเข้าถึงยาและเวชภัณฑ์ที่ภาคประชาสังคมแสดงความกังวลนั้น ไทยได้ย้ำกับทางอียูว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก แนวทางการเจรจาของไทย ก็จะยึดหลักการของความตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า(TRIPs) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) และจะยึดถือความยืดหยุ่นตามปฏิญญารัฐมนตรีโดฮาในส่วนที่เกี่ยวกับTRIPs และการสาธารณสุข ซึ่งทางอียูก็ตระหนักถึงข้อกังวลของฝ่ายไทยและยืนยันว่าท่าทีของอียูในเรื่องนี้มีความยืดหยุ่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองฝ่าย
ก่อนการเจรจารอบต่อไป คณะเจรจาของไทยและอียูจะหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทางอิเลกทรอนิกส์ เพื่อกรุยทางสำหรับการเจรจารอบที่ 3 ที่จะมีขึ้นในเดือนธ.ค.2556ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม
ปัจจุบันอียูเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ5 ของไทย ในปี 2555 โดยไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 21,729 ล้านดอลลาร์ นำเข้า มูลค่า19,933.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้เปรียบดุลการค้า 6,272.7 ล้านดอลลาร์ ในแง่ของการลงทุน อียูเป็นนักลงทุนอันดับ 2 ในไทย โดยการลงทุนมีมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยออกไปลงทุนในอียูสูงเป็นอันดับ2 รองจากอาเซียน มีมูลค่าการลงทุน 1,800 ล้านดอลลาร์







