วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.มั่นใจเฟดลดคิวอี ไม่กระทบดอกเบี้ย

ตลาดเงิน-ตลาดทุนเอเชียร่วง เนื่องจากเกิดแรงขายทำกำไร เพราะรอผลประชุมเฟด "แบงก์ชาติ" มอง "เฟด" ลดคิวอีไม่กระทบดอกเบี้ยระยะกลาง-ยาว

บรรดานักลงทุนต่างจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งคาดว่าเฟดจะเริ่มปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนทั้งตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก เนื่องจากเริ่มมีแรงขายทำกำไรออกมา โดยวานนี้ (18 ก.ย.) ดัชนีนิกเคอิ ปิดตลาดลดลง 93.00 จุด หรือ 0.65% สู่ระดับ 14,311.67 โดยมีการซื้อขายผันผวน หลังจากดัชนีพุ่งสูงสุดที่ 14,474.53 ส่วนดัชนีหุ้นไทยหลังจากไต่ขึ้นมาตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา และพุ่งแรง 3% เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา วันนี้ดัชนีหุ้นไทยและหั่งเส็งฮ่องกง ก็ลดลงเล็กน้อยจากวันก่อน ขณะที่เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตลดลงมากกว่าเพื่อน ปิดลบ 1.9% ส่วนสกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียส่วนใหญ่ร่วงลง เพราะว่านักลงทุนขายทำกำไรเช่นกัน

"ผมได้ขายดอลลาร์ และซื้อเงินเอเชียแล้ว หลังการประชุมเฟด ความเสี่ยงจากเหตุการณ์จะหมดไป และเราอาจจะเข้าสู่ช่วงการซื้อสินทรัพย์เสี่ยง" นายฌอน โยโกตา ผู้อำนวยการฝ่ายวางกลยุทธ์ในเอเชีย จาก เอสอีบี กล่าว

เขาคาดว่า สกุลเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะริงกิต, บาท และเปโซ จะแข็งค่าขึ้น แต่เทรดเดอร์บางรายยังมองเห็นความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น หากเฟดมีท่าทีคุมเข้มนโยบายมากขึ้น

ธปท.เชื่อเฟดลดคิวอีไม่กระทบดอกเบี้ยไทย

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แม้ เฟด จะตัดสินใจลดขนาดของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลง แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่ออัตราดอกเบี้ยระยะกลางหรือระยะยาวของประเทศไทยให้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากเฟดยังดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนอยู่ อีกทั้งเฟดยังระบุชัดเจนว่า การลดมาตรการคิวอีจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป

"แม้ว่าเขาจะลดคิวอี แต่ปริมาณเงินในระบบโลกยังคงเพิ่มอยู่ดี ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเพิ่มระดับความเข้มงวดในนโยบายการเงิน คือ ปัจจุบันเฟดเข้าซื้อพันธบัตรสหรัฐและเอ็มบีเอส (ตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ แม้ว่าเฟดจะลดการเข้าซื้อลง แต่ก็ยังมีเงินเข้าสู่ระบบอยู่ดี จึงเชื่อว่าผลกระทบต่อดอกเบี้ย (ระยะกลางและระยะยาว) คงน้อย" นายประสาร กล่าว

ส่วนผลกระทบต่อความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนของประเทศไทยนั้น นายประสาร เชื่อว่าคงมีไม่มาก ส่วนหนึ่งเพราะตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า เฟด จะตัดสินใจอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามดูการประชุมเฟด ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ด้วย

นอกจากนี้ นายประสาร กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายมากนัก เพราะไทยถือว่ามีภูมิคุ้มกันที่ดีในระดับหนึ่ง และสถานะเศรษฐกิจมหภาคของประเทศก็อยู่ในระดับที่มั่นคงพอสมควร จึงคิดว่าผลกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายจะไม่มากนัก ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ผ่านมา แม้อ่อนค่าลงไปบ้างแต่โดยรวมถือว่ายังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ

ปัดเรียกประชุม "กนง.นัดพิเศษ"

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาซื้อบาทสุทธิบ้าง แต่ไม่ถึงกับมากนัก โดยทิศทางของเงินทุนต่างชาติ หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับที่ประชุมเฟด ในวันนี้ (18 ก.ย.) ว่าที่ประชุมของเฟด ผลการประชุมออกมาอย่างไร และเนื้อหาสาระในการแถลงของเฟด จะมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง จะส่งผลกระทบต่อความคิดของนักลงทุน ในเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ

"ตอนนี้ทุกคนรอการแถลงของเฟดที่จะเกิดขึ้นในวันนี้อยู่ ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทุกคนมองว่าผลการประชุมจะสามารถออกมาได้ 2-3 แบบ ทั้งยังไม่ปรับลดวงเงินในการทำมาตรการคิวอี หรือเฟดอาจเริ่มมีปรับลดเงินในการทำมาตรการคิวอีลงบ้าง มีหลายแบบมาก ซึ่งแต่ละอันก็ส่งผลต่อความคิดนักลงทุน ในแง่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่แตกต่างกัน"

เธอกล่าวว่า สิ่งที่เฟดยืนยันชัดเจนคือการทำมาตรการคิวอีนั้นจะต้องมีการปรับลดวงเงินลง ทำให้ต้องจับตาดูว่า เฟดจะปรับลดวงเงินในการทำคิวอีว่าเร็วหรือช้าอย่างไร หากมีความชัดเจนแล้วก็อาจมีผลกระทบในระยะสั้นบ้าง แต่หากเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ก็อาจจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก ส่วนทิศทางของค่าเงินนั้นน่าจะเป็นไปตามนโยบายของเฟด

หากเป็นเช่นนั้นภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายอาจไม่ไหลเข้าหรือไหลออกรุนแรง โดยเงินทุนต่างชาติในปัจจุบันมีทั้งไหลเข้าและไหลออก ต้องดูสุทธิว่าอะไร ปัจจุบันยังเป็นการซื้อบาทสุทธิอยู่ ส่วนคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง.จะต้องมีการประชุมวาระพิเศษเพื่อรับมือหลังจากการแถลงของเฟดหรือไม่นั้น ทางคณะกรรมการยังไม่ได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องดังกล่าว

ตลาดเงินรับข่าวเฟดไปแล้ว

ด้านนายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า ในการประชุมของเฟดวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย.) เพื่อพิจารณาการปรับลดมาตรการคิวอีนั้นเชื่อตลาดการเงินน่าจะปรับตัว เพื่อรับข่าวดังกล่าวไปแล้วส่วนหนึ่ง จึงต้องรอการพิจารณาของเฟดว่าจะเป็นไปตามที่ตลาดเงินและตลาดทุนคาดการณ์กันไว้หรือไม่

"การประชุมครั้งต่อไปของเฟดนั้นตลาดเงินได้คาดการณ์และปรับตัวเพื่อรองรับการแถลงของเฟดไปแล้ว เราก็ต้องติดตามว่าการประกาศของเฟดนั้นจะออกมาอย่างไร และจะส่งผลอย่างไรกับตลาดการเงินอย่างไรบ้าง แต่เชื่อว่าในการแถลงของเฟดในรอบต่อไปนั้น เฟดจะใช้ความระมัดระวังในถ้อยแถลงเพราะคำแถลงนั้นจะส่งผลต่อตลาดการเงินโดยตรง"

สำหรับทิศทางของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังนั้น จากการประเมินในภาพรวมนั้น ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ อาจออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ในหลายส่วน ทั้งตัวเลขการส่งออกที่หดตัว โดย ธปท.จะประกาศตัวเลขดังกล่าวในวันที่ 16 ต.ค. นี้

ศก.ไตรมาส2ดีขึ้นบาทอ่อน-ยอดบีโอไอพุ่ง

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังปีนี้ มีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากเงินบาทอ่อนค่า และมียอดคำขอส่งเสริมการลงทุนสูง

"เชื่อว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะดีขึ้น เพราะว่าตอนนี้บาทอ่อน ทำให้ขายสินค้าส่งออกได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน คำขอเรื่องการลงทุนผ่าน BOI ก็ยังเติบโตสูงดีอยู่ ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยว 7 เดือนแรก ก็โตขึ้น 20% เพราะฉะนั้นภาพรวมเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะดีขึ้น" นายกิตติรัตน์ กล่าว

เขาระบุด้วยว่า ขออย่ามุ่งไปที่เป้าการขยายตัวเศรษฐกิจมากนัก และแม้ครึ่งแรกของปีนี้ เศรษฐกิจเติบโตราว 4% แต่หากดูจากปีก่อน ที่ครึ่งปีแรก เศรษฐกิจเติบโต 2.6% แต่เมื่อถึงปลายปีก็ขยายตัวได้ 6.5% ดังนั้นยืนยันได้ว่ารัฐบาลจะทำงานหนักต่อไป

ในไตรมาส 2 ปีนี้ เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะที่เมื่อเทียบรายไตรมาส เศรษฐกิจหดตัว 0.3% ทำให้เมื่อเดือนที่แล้ว คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้ ลงเหลือโต 3.8-4.3% จากเดิมที่คาดไว้จะโต 4.2-5.2% หลังภาคส่งออกหดตัว ส่วนบาทต่อดอลลาร์ ช่วงบ่ายอยู่ที่ 31.76/81 โดยอ่อนค่าแล้ว 3.6% จากต้นปีนี้