คุณภาพการเติบโตจากมิติกระจายรายได้

คุณภาพการเติบโตจากมิติกระจายรายได้

คุณภาพการเติบโตจากมิติกระจายรายได้....ปัญหาและทางออก

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของบทความในการสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2556 ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจัดขึ้นที่โรงแรม Centara Grand at Central World กรุงเทพฯ ในวันที่ 19-20 กันยายน 2556 (รายละเอียดที่ www.bot.or.th ข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนโดยเฉพาะ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย

หนึ่งในคำถามสำคัญ ที่รัฐบาลประเทศต่างๆ เริ่มหันมาให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของตนนั้น มีคุณภาพน่าพึงพอใจมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในมิติการกระจายรายได้ ที่ผลพวงของการขยายตัว สามารถกระจายออกไป สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนในวงกว้าง ไม่กระจุกตัวในบางพื้นที่ บางภาคธุรกิจ หรือกลุ่มคนบางกลุ่มเพียงเท่านั้น

สำหรับประเทศไทย การเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นนั้น ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างยิ่ง ที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้ประชาชนมากกว่า 8 เท่าตัวใน 30 กว่าปีที่ผ่านมา เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและธุรกิจให้ครัวเรือนเป็นจำนวนมาก ที่ใช้จังหวะดังกล่าวในการยกฐานะของตนขึ้น ทำให้ครัวเรือนที่มีรายได้เกิน 2 หมื่นบาท (ใน real term) มีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 4 พันครัวเรือนในปี 31 เป็น 2.3 แสนครัวเรือนในปี 54

แต่ใต้ภาพที่สดใสดังกล่าว ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการพัฒนาประเทศ (1) ยังคงกระจุกตัวที่กรุงเทพ ในเขตเมือง ในภาคอุตสาหกรรม เป็นสำคัญ ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมาก ไม่สามารถได้รับผลดีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จากหน้าต่างโอกาสที่เปิดขึ้น (2) ไม่ช่วยเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ให้กลุ่มครัวเรือนที่จนสุด ที่มีส่วนแบ่งของรายได้อยู่เพียง 4.0-4.5% ขณะที่กลุ่มครัวเรือนที่รวยสุด มีส่วนแบ่งรายได้ถึง 54.0-59.0% หรือเกินครึ่ง และ (3) ไม่ช่วยลดความรุนแรงของปัญหากระจายรายได้ในไทย ซึ่งนับว่าสูงมากเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยช่องว่างระหว่างคนรวย/จนของไทย (เทียบรวยสุด 10% กับจนสุด 10%) ต่างกันอยู่ที่ 25.1 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ยของช่องว่างดังกล่าวในประเทศพัฒนาแล้วอยู่ที่ 4.3 เท่า

กล่าวได้ว่า คุณภาพการเจริญเติบโตของไทย ในแง่การช่วยแก้ไขปัญหากระจายรายได้ ต้องถือว่า "ยังไม่สำเร็จเท่าไร" และ "ยังไม่น่าพึงพอใจนัก"

แล้วเราจะแก้ปัญหากันได้อย่างไร

หากคิดจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เราต้องเริ่มจากคำถามว่า “การเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ” ที่มุ่งหวังกันนั้น มีลักษณะอย่างไร ซึ่งผมคิดว่า ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติสำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน คือ ทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม

ทั่วถึง หมายความว่า โอกาสที่เปิดขึ้นนั้น ทุกคนต้องสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเป็นการทั่วถึง “อย่างที่ควรจะเป็น” ไม่ใช่เพียงแค่ทุกคนทำมาค้าขายได้มากขึ้นเท่านั้น แต่กลุ่มครัวเรือนที่จน โดยเฉพาะที่ฐานล่างของพีระมิดรายได้ ต้องสามารถยกระดับรายได้ของตนขึ้นได้เร็วกว่าครัวเรือนที่อยู่ด้านบน

เท่าเทียม หมายความว่า ทุกคนต้องได้รับความเท่าเทียมกันในเชิงโอกาส ไม่ว่าอยู่ที่พื้นที่ไหน เป็นลูกของใคร พ่อแม่มีฐานะอย่างไร ต้องได้รับโอกาสที่เท่ากัน

เป็นธรรม หมายถึง ถ้ามีความพยายามแล้ว จะไม่มีอะไรมา “ปิดกั้น” ความสำเร็จในชีวิต สามารถก้าวขึ้นไปได้สูง เท่าที่กำลังกาย กำลังสมอง ความพยายามที่ตนมี สามารถยกฐานะให้ทัดเทียมหรือนำหน้ากว่าคนอื่นๆ ได้ ซึ่งในสังคมที่ฐานะครัวเรือน มีการไหลเวียน ปรับเปลี่ยนได้ดี บางช่วงแม้เราอาจจะจนอยู่บ้าง แต่ก็พอยอมรับได้ เพราะฐานะที่ดีเป็น "สมบัติผลัดกันชม" ขอให้พยายามพอ ก็จะเป็นของเราในที่สุด

จากคุณสมบัติทั้ง 3 ไทยสอบผ่านเพียงประมาณครึ่งหนึ่ง

จุดที่พอจะประสบความสำเร็จ ก็คือ ครัวเรือนประมาณ 80-90% ที่ตรงกลางของพีระมิดรายได้ สามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เปิดขึ้น อย่างทั่วถึงตามที่ควรจะเป็น โดยคนที่จนกว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น 730% ระหว่างปี 31-54 ขณะที่คนที่รวยกว่า มีรายได้เพิ่มเฉลี่ยประมาณ 550-600% ส่วนในด้านการปรับเปลี่ยนฐานะทางสังคม กลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางพีระมิด สามารถมีฐานะที่ปรับขึ้นลงได้ดี โดยไม่มีอะไรมาปิดกั้น นอกจากนี้ พื้นที่เศรษฐกิจของเราก็ได้เริ่มกลืนเป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น โดยความแตกต่างเชิงพื้นที่ ระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างกรุงเทพกับต่างจังหวัด ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนที่สอบตก มีอยู่ 4 จุด คือ โอกาสยังคงไม่เท่าเทียมกัน เพราะสิ่งที่เรามองเผินๆ ดูเหมือนจะเท่าเทียม อาจจะไม่เท่าเทียมกันในความจริงก็ได้ อาทิ คุณภาพการศึกษาในชนบท ต่ำกว่าในเมืองหรือกรุงเทพมาก (ดูแค่ผลสอบ O-net ก็จะเห็นความจริงดังกล่าว) การเข้าถึงระบบการเงินในชนบทก็ยาก เพราะไม่มีแบงก์มาเปิดสาขา โอกาสในการเก็บออม สะสมทุนในชนบท จึงต่างจากคนในเมือง ด้วยความต่างเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมลูกหลานคนไทยจำนวนมากที่อยู่ในต่างจังหวัด ที่มีพ่อแม่ยากจน ต้องจมอยู่ในปลักที่พ่อแม่เขาต้องทนอยู่มา รับสืบทอดความยากจนโดยเปรียบเทียบของรุ่นพ่อแม่มาเป็นของเขา และคงจะส่งต่อปัญหาดังกล่าวให้กับรุ่นหลานต่อไป

อีก 3 จุดที่เหลือ ประกอบด้วย ครัวเรือน 3 กลุ่มที่ได้ทำให้ระดับความไม่เท่าเทียมของรายได้ในระบบ แย่ลงจากเดิม ประกอบด้วย กลุ่มคนที่จนสุด 5% ณ ฐานล่างพีระมิดรายได้ ที่โอกาสเข้าไปได้ไม่เต็มที่ กลุ่มคนรวย 1% แรก ผู้ได้รับประโยชน์ ฉกฉวยโอกาสได้มากกว่ากลุ่มอื่น และ กลุ่มครัวเรือนที่มีหัวหน้าเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งนับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ เพราะเก็บออมกันเอาไว้ไม่พอ ในช่วงที่เขาอยู่ในวัยทำงาน

ทั้งหมดชี้ถึงความจำเป็นที่รัฐจะต้องปรับเปลี่ยนสมดุลของนโยบาย จากเดิมที่มุ่งเน้นแต่เรื่องการเจริญเติบโต มาให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับการดูแลทุกคนให้ได้รับโอกาสที่ทัดเทียมกัน สามารถมีส่วนร่วม พร้อมกับเป็นตำรวจ คอยตรวจตรา ป้องกันไม่ให้ผลลัพธ์จากการพัฒนา นำไปสู่ช่องว่างที่ห่างกันเพิ่มขึ้นระหว่างชนชั้น

ดังนั้น ทางออกที่เรากำลังมองหาเพื่อให้บรรลุเป้าดังกล่าว จึงต้องประกอบด้วยกลยุทธ์ 3 ด้าน คือ (1) การเพิ่มโอกาสให้แก่ประชาชนที่ฐานรากและต่างจังหวัด (2) การป้องกันไม่ให้บางกลุ่มคน ฉกฉวยประโยชน์จนเกินควร และ (3) การสร้างสวัสดิการสังคมพื้นฐาน เพื่อช่วยคนที่ประสบปัญหา หรือด้อยโอกาส ให้ดำรงชีพอยู่ได้

กลยุทธ์ทั้งสาม จะทำงานสอดคล้องกันเป็นระบบ ช่วยปิดจุดอ่อนทั้งสี่ที่เราพบ ดูแลระดับความรุนแรงของปัญหากระจายรายได้ให้ลดลงต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การเจริญเติบโตที่มีคุณภาพ และความสำเร็จในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง