นายกฯแจง 2 ล้านล้านบาท ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ช่วงที่ให้เศรษฐกิจขยายตัว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีความสำคัญ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของส.ว.ขัดต่อหลักประชาธิปไตยว่า คงต้องให้ฝ่ายกฎหมายว่าไปตามขั้นตอน ทุกอย่างทำตามขั้นตอนของรัฐสภาอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามถึงความพร้อมในการชี้แจงพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านในวาระ 2 น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านเป็นวาระที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมาธิการ ซึ่งกรรมาธิการพร้อมที่จะให้ข้อมูลชี้แจงต่อรัฐสภา เป็นสิ่งที่เราอยากขอความร่วมมือเพราะอยากเห็นประเทศมีแผนการลงทุนที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นประโยชน์และช่วยในเรื่องเศรษฐกิจที่จะทำให้ขับเคลื่อนไปได้ โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงที่เศรษฐกิจต่างๆต้องการความเติบโต ถ้ามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้ทุกอย่างเดินได้ จริง ๆ แล้วการลงทุนครั้งนี้อาจจะดูเป็นตัวเลขที่สูงแต่จริง ๆ แล้วการใช้วงเงินต่าง ๆ นั้นจะมีการใช้ตามความเป็นจริงซึ่งจะใช้เวลาถึง 7 ปี ที่สำคัญรัฐบาลคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง โดยยึดกรอบหนี้สาธารณะไม่เกิน 50%
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความขัดรัฐธรรมนูญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า การทำงานเรื่องพ.ร.บ.เงินกู้นี้เราให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้ร่างและทำตามขั้นตอนต่าง ๆ จริง ๆ แล้วทำตามขั้นตอนเช่นเดียวกับพ.ร.บ.เงินกู้อื่น ๆ อยู่แล้ว ทุกอย่างเราใช้ข้อมูลจากกฤษฎีกาและผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีแผนรองรับอย่างไรหากร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านไม่สามารถผ่านสภาได้จริง ๆ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบว่า ถือว่าทำเต็มที่ให้กับประเทศแล้ว เสียดายมากกว่า เราคงจะทำอย่างเต็มที่ในส่วนที่รัฐบาลทำได้ โอกาสที่จะทำให้ประเทศเราสามารถที่จะแข็งขันไปข้างหน้าเราจะไม่เกิดโอกาสนี้ ความมั่นใจแก่นักลงทุนที่เห็นว่าประเทศไทยประกาศการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เราจะเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโยงอาเซียนคงจะเกิดได้ยาก อาจจะทำให้โอกาสที่เราควรจะได้อาจจะเป็นที่อื่น ก็ถือว่าพยายามอย่างเต็มที่ แต่ตนก็หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและทุกๆคนจะเข้าใจและช่วยกันให้โครงการนี้เป็นโครงการที่ก่อให้เกิดความภูมิใจให้แก่ลูกหลานของเรา และเรียนว่าตามกฎหมายเราใช้พ.ร.บ.เงินกู้ แต่จริง ๆ แล้วเม็ดเงินนี้คือการลงทุนสำหรับการสร้างรายได้ในระยะยาวในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นการวัดขีดความสามารถของประเทศ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยไม่ลงทุนอะไรเลยตลอด7-8 ปีที่ผ่านมาเราก็ไม่รู้ว่าจะแข่งขันอย่างไร ฉะนั้นตรงนี้เป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน การลงทุนจากต่างประเทศ ให้ความสำคัญ รวมทั้งการเกิดสร้างงานพัฒนาประเทศ






