ตลาดฯหาวิธีลดความผันผวนช่วงท้ายตลาด หลังมีข่าวแก๊ง 4 โมงเย็น เตือนแนวโน้มดัชนีผันผวนถึงสิ้นปี เงินนอกไหลกลับไม่มากเท่าเงินไหลออก
หุ้นไทยพุ่งแรงกว่า 44 จุด เหตุต่างชาติซื้อต่อเนื่องอีก 3 พันล้านบาท หลังคาดการณ์มาตรการลดคิวอีแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้านตลาดหลักทรัพย์ชี้จากนี้ถึงสิ้นปีผันผวน เงินนอกไหลกลับ ไม่เท่าไหลออก ยันไม่ปรับเวลาซื้อขายหุ้นให้ตรงกับตลาดอื่นในภูมิภาค เป็นจุดขายดึงดูดการลงทุน เดินหน้าหาแนวทางเพิ่มสภาพคล่อง หวังลดความผันผวนในช่วงท้ายตลาด พร้อมจับมือบล.ออกบทวิเคราะห์ให้ข้อมูลต่างชาติมองไทยต่างจากเพื่อนบ้าน
ภาวะตลาดหุ้นไทยวานนี้ (16 ก.ย.) ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นแรง ตลอดทั้งวัน ตลาดหุ้นในภูมิภาคหลังนักลงทุนคลายกังวลเศรษฐกิจสหรัฐ ระหว่างวันดัชนีปรับต่ำสุดที่ระดับ 1,428.87 จุด และปิดตลาดที่ระดับสูงสุดของวัน ที่ระดับ 1,445.11 จุด ปรับขึ้น 44.03 จุด หรือ 3.14% มูลค่าการซื้อขาย 55,206.03 ล้านบาท
การซื้อขายแยกรายกลุ่มนักลงทุน ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 3.02 พันล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 1.57 พันล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 4.14 พันล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปขาย 8.75พันล้านบาท
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) กล่าวว่าภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีปรับตัวขึ้นแรง เนื่องจากมีแรงซื้อของต่างชาติกลับเข้ามาในตลาดภูมิภาครวมถึงประเทศไทย ขณะที่ซีเรียตอบรับข้อเสนอของสหรัฐฯกับรัสเซียในการกำจัดอาวุธเคมี และการที่เวิลด์แบงก์ออกมาคาดการณ์ว่าจีนสามารถโตได้ 7.5%ปีนี้ ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของโลกจะปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งความกังวลต่อเรื่อง QE มีน้อยลง หลังหลายฝ่ายได้คาดการณ์อยู่แล้วว่าเฟดน่าจะปรับลดมาตรการเชิงปริมาณลงในการประชุม FOMC ที่จะถึงในวันที่ 17-18 ก.ย.นี้ ขณะที่การประกาศถอนตัวออกจากรายชื่อเข้าชิงประธานเฟดของลอเรนซ์ ซัมเมอร์ส ซึ่งน่าจะมีผลต่อมาตรการผ่อนคลาย QE มากสุดช่วยหนุนบรรยากาศลงทุน ส่วนปัจจัยภายในยังคงจับตาเรื่อง พรบ. 2 ล้านล้านบาทที่จะเข้าสภาในปลายสัปดาห์นี้
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯไม่มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนเวลาการซื้อขายหลักทรัพย์ให้ตรงกับตลาดอื่นในภูมิภาค จากปัจจุบันตลาดหุ้นไทยปิดช้ากว่าตลาดอื่นประมาณ 1 ชั่วโมง ทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนแรงในช่วงท้ายตลาด หากมีข่าวหรือปัจจัยเข้ามากระทบ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ เพราะเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่นักลงทุนจะสามารถซื้อขายได้
"หลังมีประเด็นแก๊ง 4 โมงเย็น ทำให้ตลาดคิดเหมือนกันว่าควรจะปรับเวลาเทรดหรือไม่ เพราะการที่เปิดเทรดยาวกว่าตลาดอื่น ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้น หรือ ลงเร็วกว่าตลาดอื่น เพราะนักลงทุนเห็นว่าไทยเป็นตัวแทนของภูมิภาค หากเห็นว่าแนวโน้มในวันถัดไปดัชนีมีโอกาสขึ้น ก็จะซื้อก่อน แต่ถ้าลงก็จะขายที่ไทยก่อน"
อย่างไรก็ตาม หลังพิจารณาแล้วตลาดหลักทรัพย์ ยังไม่มีแผนจะปรับเวลาเทรด เพราะเห็นว่าการเปิดเทรดยาวกว่าที่อื่น เป็นจุดที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยแตกต่าง และสามารถเป็นจุดขายได้ เพียงแต่จะต้องหาแนวทางในการเพิ่มสภาพคล่องในตลาดให้มากขึ้น ให้มีนักลงทุนต่างชาติที่หลากหลาย และเพิ่มสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนสถาบันในประเทศ เพื่อลดความผันผวนจากการซื้อขายของนักลงทุนที่ซื้อขายในช่วงท้ายตลาด
ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ได้มีการพิจารณาสัดส่วนนักลงทุนแต่ละกลุ่มที่เหมาะสมแล้ว จะมีการเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)พิจารณาในเร็วๆนี้ เบื้องต้นสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติน่าจะอยู่ที่ระดับ 25% ขณะที่สัดส่วนนักลงทุนสถาบันในประเทศน่าจะอยู่ในระดับ 10% ของการซื้อขายทั้งหมด เป็นต้น จากข้อมูลในเดือนส.ค.ที่นักลงทุนต่างชาติมีสัดส่วน 26.37% บัญชีบล. 16.65% นักลงทุนสถาบัน 8.79% และนักลงทุนบุคคลในประเทศ 48.18%
"อีกแนวทางที่จะช่วยลดความผันผวนของการซื้อขายท้ายตลาดได้ คือการทำให้นักลงทุนต่างชาติมองตลาดหุ้นไทย แยกจากตลาดอื่นในภูมิภาค เช่นแยกออกจากกลุ่มทิปส์ (TIPs) คือ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยตลาดและบล.จะมีทำบทวิเคราะห์ให้ข้อมูลนักลงทุนว่าไทยแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ทั้งในส่วนของภาพรวมเศรษฐกิจ และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) คาดว่าบทวิเคราะห์จะเริ่มออกมาได้ในเร็วๆนี้"
สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทย แม้ว่าดัชนีจะปรับขึ้นแรง จากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้ามา แต่แนวโน้มคงไหลกลับไม่มากเท่ากับช่วงที่ไหลออกในเดือน ส.ค. ที่เดือนเดียวเงินต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นกว่า 1 แสนล้านบาท และจากนี้จนถึงสิ้นปีตลาดหุ้นยังมีความผันผวนอยู่ จากสถานการณ์ในตลาดโลก นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ในสหรัฐ
ส่วนภาวะตลาดหุ้นไทยเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,294.3 จุด ลดลง 7.01 % จากสิ้นปี 2555 แต่หากเทียบกับเดือนก่อนหน้าตลาดหุ้นไทยปรับลงถึง 9.05% ลดลงมากที่สุดในภูมิภาค เป็นผลจากการไหลออกของเม็ดเงินต่างชาติ ซึ่งไหลออกจากหุ้นไทย 1.26 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากเกาหลีที่ไหลออก 1.94 พันล้านดอลลาร์ฯและไต้หวัน ที่ไหลออก 1.52 พันล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ เดือนส.ค.เป็นเดือนที่ตลาดทุนโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการปรับลดมาตรการคิวอีของสหรัฐ เศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มชะลอตัว ขณะที่หน่วยงานต่างๆมีการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ลง ทำให้หุ้นไทยปรับลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค
ส่วนมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 40,003 ล้านบาท ลดลง 12.93% จากเดือนก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้น 36.23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้จากต้นปีจนถึงปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 56,716 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89.99% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่จากต้นปีจนถึงปัจจุบันต่างชาติขายสุทธิ 115,837 ล้านบาท บัญชีบล.ขายสุทธิ 10,787 ล้านบาท สถาบันในประเทศ และรายย่อยซื้อสุทธิ 70,975 ล้านบาท และ 55,649 ล้านบาท







