ระยะสัปดาห์ แนะนำ ถือไปรอขายบริเวณ 1433/1460 จุด หลังแบ่งขายบางส่วนบริเวณเหนือ 1400 จุด
คาดดัชนีตลาดฯ วันนี้ ลดลง แนวต้าน 1410/1415 จุด (แนวต้านหลัก1433 จุด หรืออาจได้ถึง 1460 จุด หาก เฟดส่งสัญญาณดีกว่าคาด) แนวรับ 1388/1380 จุด ปัจจัยลบระยะสั้น คือ รายงานผลผลิตภาคอุตฯยูโรโซนที่อ่อนแอ ส่งผลตลาดเริ่มไม่มั่นใจต่อการฟืนตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้น เพื่อรอผลเจรจาระหว่างซีเรียกับสหประชาชาติ จะเป็นไปได้จริงหรือไม่
ประเด็นที่จะมีอิทธิพลสูงสุดต่อทิศทางตลาดหุ้นโลก คือ การประชุมเฟด 17-18 กันยายน โดยคาดว่าจะมีการลดขนาด QE เป็นครั้งแรก และลุ้นเฟดจะลดขนาดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยรอยเตอร์โพลล่าสุด พบว่าการลดขนาดอาจมีเพียง $10bn/เดือน) เราคาดว่า เฟดจะตัดสินใจลดขนาดลงด้วยปริมาณจำกัด $10-15bn (จาก $85bn./เดือน) และอาจไม่มีการลดแบบต่อเนื่อง (ปรับลดตามสถานะการณ์) ซึ่งถือว่าเป็น Best Case ของเรา และจะส่งผลให้ดัชนีตลาดฯ อาจมีการแรลลี่รอบใหญ่ ไปซื้อขายที่ 1433 จุด (ระดับ 2/3 ของกรอบ Fibonanci 1520-1260 จุด) หรือกรณีที่ดีกว่าคาด อาจขึ้นไปได้ถึง 1460 จุด (รูปแบบ Rounding Bottom Pattern-U curve)
ส่วนกรณี เฟดลดขนาดอย่างมีนัย และลดลงทุกเดือนแบบอัตโนมัติ (Worst Case) คาดดัชนีฯจะลงไปทดสอบ 1230-1260 จุดจากแรงขายต่างชาติที่เพิ่มขึ้น (ต่างชาติ 35%ไม่คิดว่าจะมีการลดขนาดอย่างมีนัย จะเป็นผู้ขายสุทธิ) ขณะที่การเลื่อนการลดขนาด QE ออกไป จะเป็นเพียงข่าวดีชั่วคราว และจะกดดันดัชนีฯลดลงมาที่บริเวณ 1260 จุดอีกค รั้ง จากวิตกการลดขนาดที่มีปริมาณมากในช่วงเวลาที่มีจำกัด (เฟดจะลดขนาดเป็น ศูนย์ ภายในกลางปีหน้า)
เราคงมุมมองการปรับขึ้นของดัชนีฯรอบนี้ เป็นผลจาก Short Covering มากกว่า การเพิ่มพอร์ตลงทุนครั้งใหม่ เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณฟื้นตัว จะส่งผลให้ นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มที่จะย้ายการลงทุนไปยังประเทศ Develop Markets แทนที่ Emerging Markets เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ แทนที่ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ซึ่งได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจโลก ฟื้นตัว มากกว่า







