"เรืองศักดิ์ ปัญญาบดีกุล" แนะแผนการเงินจะสำเร็จได้ควรมีแรงบันดาลใจ อยากเกษียณเร็วต้องมีอิสรภาพทางการเงิน
"กลอนของลัทธิเต๋า กล่าวไว้ว่า ไม่มีความผิดพลาดใดยิ่งใหญ่กว่าตัณหาพยายาม ไม่มีภัยพิบัติใดยิ่งใหญ่กว่าการไม่รู้จักพอ ไม่มีหายนะใดยิ่งใหญ่กว่าความโลภ ความสมดุลเนื่องจากการพอ เป็นความสมดุลที่นิรันดร์ การวางแผนการเงินดีที่สุดคือรู้จักพอ พอดี พอกิน หาจุดสมดุลของชีวิตให้เจอ เท่านั้นเอง" มุมมองของ "เรืองศักดิ์ ปัญญาบดีกุล" ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายการตลาด บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต
เขาเป็นนักวางแผนการเงินที่อยู่ในแวดวงประกันชีวิต หน้าที่ของเขาจึงแนะนำข้อมูลให้ความรู้แก่คนทั่วไปในการวางแผนการเงินของตนเองและครอบครัว นั่นเพราะทุกวันนี้จากการลงพื้นที่ พบว่า คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีการวางแผนการเงิน หน้าที่ของเขา คือ ทำให้คนเหลือเงินออม และลงมือวางแผนการเงิน
"คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยวางเป้าหมายทางการเงินให้ตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีแนวคิดวัตถุนิยมตามกระแสสังคมทำให้เป็นหนี้ในที่สุด ต้องยอมรับว่าสังคมวัตถุนิยมนั้น พ่อแม่ส่งเรียนเดือนละ 2 หมื่น เขาก็ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปเรื่อย เขารู้ว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตแพงแค่ไหน แต่สู้กระแสวัตถุนิยมไม่ได้ ดังนั้น ถ้าเราไม่ช่วยคนรุ่นใหม่ ไม่พูดเรื่องนี้เขาจะไม่เห็นภาพ หน้าที่ของเราคือ ชี้ปัญหาให้เขาเห็นด้วยข้อมูลจริง และตระหนักถึงความสำคัญในการวางแผนการเงิน ไม่ต้องอะไรมาก แค่ให้เขารู้จักบริหารรายรับ รายจ่ายที่ถูกต้อง เพื่อให้เหลือเงินออม และค่อยมาดูเป้าหมายการใช้เงินออมว่าจะวางแผนยังไง"
ความจริงการวางแผนการเงินนั้นเรืองศักดิ์บอกว่าง่ายๆ แค่เริ่มจากการมีฝันหรือมีแรงบันดาลใจ แล้วแผนการเงินจะตามมาเอง
"สำหรับผมนั้นเริ่มจากมีลูกเป็นแรงบันดาลใจ เริ่มวางแผนการเงินตั้งแต่มีลูก เริ่มต้นเร็ว พอมีลูกปุ๊บเรามีแรงบันดาลใจ เก็บเงิน ทำมาหากิน ตอนนี้ในแผนการเงินของผม ตั้งเป้าว่าเมื่อเกษียณอายุ 55 ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นต้องมีเงินให้เพียงพอให้ครอบครัวมีพอใช้จ่ายในอนาคต ถ้าเราตั้งเป้า ก็จะรู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไร เพื่ออะไร มีเงินค่ารักษาพยาบาล มีเงินให้ลูกเรียน มีเงินท่องเที่ยว แต่ประเด็นคือเราต้องรู้ก่อนว่าเราต้องการเงินเท่าไร อย่างตอนนี้ 50 เหลืออีก 5 ปี ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ก็มีเวลาสะสมเงินอีกสักระยะหนึ่ง"
เมื่อมีเป้าหมายชัดเจน วิธีการลงทุนก็จะสอดรับกับเป้าหมาย ซึ่งโดยปกติหากเรามีระยะเวลามากพอก็โชคดีไป แต่ถ้ามีเวลาไม่พอ ก็อาจต้องเร่งความเสี่ยงให้มากขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วมนุษย์ไม่มีใครอยากเสี่ยง แต่บางครั้งถ้าวางแผนมาไม่พร้อม ก็ต้องยอมเสี่ยง สำหรับตัวเขาเองหลังจากนี้ 5 ปี ก็จะมุ่งมั่นสะสมเงินและต่อยอดตามแผนต่อไป
"ผมว่าแผนการเงินจะสำเร็จได้ควรจะมีแรงบันดาลใจ คนเดี๋ยวนี้อยากเกษียณเร็ว จะเกษียณเร็วได้ก็ต้องมีอิสรภาพการเงินก่อน ถ้าเรามีอิสรภาพทางการเงินกับไม่มี จะต่างกันทันที ถ้าไม่มีก็ต้องแกล้งรักในสิ่งที่ทำ ประเด็นคือมีเรามีเป้าหมายชัด ระยะเวลาชัด มีเงินให้พอที่เราและครอบครัวจะอยู่ได้ แต่ละคนต่างกัน บางคนมี 5 ล้านบาทพอ บางคน 10 ล้านพอ บางคน 1 หมื่นล้านยังไม่พอ แต่เราทุกคนมีตัวเลขกลมๆ อยู่ในใจ สำหรับผม รู้ว่าครอบครัวเราไม่ฟุ่มเฟือย กินง่ายอยู่ง่าย ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรมากมาย"
เขายังพูดถึงพอร์ตการลงทุนในปัจจุบันว่าเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามวัย ทุกวันนี้ลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 70% ตราสารทุน 30% และบางครั้งอาจจะมีซื้อทองบ้าง
"ตอนหนุ่มลงทุนผาดโผน สุดเหวี่ยง โดนมาหลายดอก เสียค่าเทอมมาเยอะ ต่อมาต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะอายุมากขึ้นและมีลูกต้องดูแล "
เรืองศักดิ์ยังพูดถึงเงินออมในส่วนของลูก ว่าต้องเตรียมเงินให้พร้อม ตอนนี้พ่อต้องปั๊มเงินอย่างเดียว พอร์ตการลงทุนของเขาอาจจะมีความเสี่ยงน้อย แต่หากเป็นพอร์ตการลงทุนของลูก เขาจะเน้นลงทุนในหุ้น เช่น ลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ เพราะเชื่อว่าการลงทุนในหุ้นนั้นหากมีเวลามากพอจะช่วยผ่อนแรงเรา
"เรื่องการลงทุนเพื่ออนาคตของลูกนั้น ผมจะเน้นลงทุนในกองแอลทีเอฟ ที่จริงไม่ได้เอาภาษีเป็นตัวตั้ง แต่ที่จริงลงทุนกองนี้ก็ได้ทั้งประหยัดภาษี และมีแคปปิตอลเกนด้วย ตรงนี้เงินจะพอที่จะส่งลูกไปเรียนได้ตามเป้าหมาย"
เรืองศักดิ์บอกว่า แผนการเงินไม่ได้มีแค่การออมและการลงทุนเท่านั้น การลงทุนเป็นเพียงพาร์ทหนึ่งของชีวิต ยังมีเรื่องจัดการความเสี่ยงที่ต้องวางแผนด้วย
เขาบอกว่าการจัดการความเสี่ยงนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่อยากให้ครอบครัวลำบาก ขอให้ทุกคนนึกว่าระหว่างทางที่เราออกจากบ้านมานั้นมีความเสี่ยงตลอดเวลา เขาเองเป็นเสาหลักในการหารายได้ของครอบครัว ถ้าวันนี้เกิดอะไรขึ้น ครอบครัวจะไปต่อยังไงและเดือนร้อนแน่ คนเรามีเรื่องราวไม่คาดฝันในชีวิต ทั้งการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ เกิดขึ้นได้ตลอด ดังนั้นหากเรารู้ว่ามีความเสี่ยงรออยู่ ก็ควรจัดการความเสี่ยงเอาไว้ก่อน โดยโอนความเสี่ยงไปให้บริษัทประกัน
"สังคมไทยเดี๋ยวนี้มีคนเสียชีวิตด้วยมะเร็ง อุบัติเหตุ หัวใจ และโรคเส้นเลือดกันเยอะ ไม่มีใครอยากให้เกิดหรอก แต่เราทำไมไม่โอนความเสี่ยงไปให้บริษัทประกันล่ะ ถ้าความคุ้มครองพอเพียง ไม่อยากให้ลูกลำบาก ก็น่าทำ อย่างแรกต้องกลับมาต้องดูว่าค่าใช้จ่าย ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นทุกปี แล้วไม่รู้ว่าอุบัติเหตุชีวิตมันจะแวะมาทักทายเราเมื่อไหร่ สรุปว่าถ้าตายเร็ว คนข้างหลังเดือดร้อน ถ้าตายช้า เราเดือดร้อน ความเสี่ยงเยอะไปหมด อย่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่ายเลย เราปิดความเสี่ยงเท่าที่เราปิดได้ด้วยประกัน ทำเท่าที่มีกำลัง ผมว่าก่อนอื่นหลายคนอาจจะต้องปรับทัศนคติว่าประกันไม่ใช่ภาระ ส่วนหนึ่งซื้อความคุ้มครองโรคร้ายแรง ดูแบบประกันที่เรารับได้ "
เรืองศักดิ์บอกว่าทุกวันนี้เมื่อลงพื้นที่ทำให้เขาเจอคนเยอะ จึงพบว่าปัญหาการเงินของคนคือไม่สนใจว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพราะปัญหาเฉพาะหน้าของแต่ละคนเยอะ ทำให้คนไม่ได้เริ่มต้นวางแผนการเงิน
"นั่นแหละเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมชอบออกไปพูดให้คนรุ่นใหม่ฟัง เพราะเขามีเวลาในการคิดและวางแผนการเงิน อยากให้คนรุ่นใหม่ลงทุน พลาดแล้วล้มแล้วลุกได้ เพราะเขามีเวลา แต่รุ่นผมไม่มีเวลาแล้ว แต่ถ้าวันนี้เขายังมองไม่เห็นข้างหน้า เขาจะไม่ตระหนัก จนกระทั่งมีภาระหนี้สินจึงจะถึงจุดที่เริ่มเปลี่ยน คนต้องเจอปัญหาก่อนเขาถึงจะเริ่มคิด"
เรืองศักดิ์ พูดทิ้งท้ายว่า คนเราถ้ามีความฝัน มีเป้าหมายชีวิต แล้วค่อยเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตเป็นเป้าหมายการเงิน จากเป้าหมายการเงินจะทำให้เราวางแผนการเงินและออกแบบได้อย่างถูกต้อง และตอบโจทย์ได้ถูกต้อง







