วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.พร้อมแทรกค่าบาท หลังตลาดผันผวน

ธปท.ลั่น พร้อมดูแลค่าเงินบาท หลังจากตลาดผันผวน ค่าเงิน-หุ้นฟื้นตามตลาดเอเชีย มั่นใจเศรษฐกิจจีน-แนวโน้มสงครามซีเรียยุติ

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์และค่าเงินในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ทะยานขึ้นต่อเนื่อง หลังจากคลายความกังวลสหรัฐจะโจมตีซีเรีย ซึ่งหนุนปัจจัยบวกในเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจจีนปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งก่อนหน้านี้

นักวิเคราะห์กล่าวว่านักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นในการซื้อสินทรัพย์เสี่ยง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเงินต่างชาติที่ไหลออกไปก่อนหน้านี้จากความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จะกลับเข้ามาในภูมิภาคอีกหรือไม่

ตลาดหุ้นบางแห่งในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย ไทย มีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาหนาแน่น ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา

สำหรับสกุลเงินเอเชียแข็งส่วนใหญ่ปรับแข็งค่ารับข่าวดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจและวิกฤติซีเรียมีแนวโน้มสงบลง โดยรูปีแข็งมากสุดในตลาดเกิดใหม่เอเชีย ขณะที่ข้อมูลจากจีนเพิ่มสัญญาณที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจจีนกำลังมีเสถียรภาพ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน เปิดเผยว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมพุ่งขึ้น 10.4% ต่อปีในเดือนส.ค. ซึ่งสูงกว่าที่คาดไว้ที่ 9.9% ส่วนยอดค้าปลีกพุ่งขึ้น 13.4% สูงกว่าที่คาดไว้ที่ 13.2%

ความเชื่อมั่นยังได้แรงหนุนจากการคลายความวิตกเกี่ยวกับการโจมตีทางทหารของสหรัฐต่อซีเรีย ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลง ขณะที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา กล่าวว่า ข้อเสนอของรัสเซียเพื่อส่งมอบอาวุธเคมีของซีเรียให้อยู่ภายใต้การควบคุมขององค์กรระหว่างประเทศ "อาจจะถือเป็นข้อตกลงที่สำคัญ"

เปโซ พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ จากแรงซื้อของกองทุน หลังจากการเปิดเผยตัวเลขส่งออกในเดือนก.ค. ที่สดใส ส่วนริงกิตดีดตัวขึ้นจากแรงซื้อคืน ปริมาณเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง และแรงซื้อของผู้ส่งออกหนุนวอนแข็งค่าแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.

ดอลลาร์ไต้หวัน พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากแรงซื้อหุ้นไต้หวันของสถาบันการเงินต่างประเทศ แต่เงินรูเปี๊ยะห์ร่วงลงเกือบ 3% แตะระดับต่ำสุด นับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2552 จากแรงซื้อดอลลาร์ของบริษัทอินโดนีเซีย

สำหรับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังคงได้รับแรงกดดัน หลังจากตัวเลขการจ้างงานที่น่าผิดหวังของสหรัฐ ทำให้นักลงทุนไม่แน่ใจว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มต้นปรับลดขนาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในการประชุมวันที่ 17-18 ก.ย. หรือไม่

ธปท.พร้อมแทรกแซงค่าเงินผันผวน

นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท. พร้อมแทรกแซงค่าเงินบาท เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนมากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และยอมรับว่าที่ผ่านมา เข้าแทรกแซงค่าเงิน โดยสะท้อนผ่านระดับเงินสำรองระหว่างประเทศที่ปรับลดลง

"เงินสำรองระหว่างประเทศที่เห็นว่าลดลง มาจาก 2 เรื่อง คือ เรื่องของ Valuation กับ Intervention ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่ปฏิเสธว่าเราไม่ได้ Intervene เพราะว่าในสถานการณ์ที่เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่แข็งเร็ว ก็ไม่ใช่เรื่องดีทั้งนั้น" นางผ่องเพ็ญ กล่าว

สำหรับเงินสำรองระหว่างประเทศ ล่าสุด ณ วันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 168,770.33 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ระดับ 181,640.57 ล้านดอลลาร์ หรือลดลง 12,870.24 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นการลดลงประมาณ 7.08%

เกาะติดผลประชุมเฟดใกล้ชิด

สำหรับการประชุมเฟด ในวันที่ 17-18 ก.ย. นี้ นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ธปท.คงต้องติดตามดูสถานการณ์ดังกล่าวใกล้ชิด เพื่อดูมติเฟด เพราะมีความละเอียดอ่อน

"เรื่องนี้มีหลายมิติด้วยกัน คือ มีทั้งเรื่องจังหวะและสปีดที่เขาจะดำเนินการ เรารู้ว่าขณะนี้เขาปล่อยเงินออกมาเดือนละ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ถามว่าเขาจะค่อยๆ ลดลงอย่างไร ลดลงเดือนละเท่าไร และมีช่วงเวลาการลดอย่างไร อีกทั้งการลดก็ต้องดูว่าลดในส่วนไหน ส่วนที่เป็นตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐ หรือส่วนที่เป็นเอ็มบีเอส (ตราสารที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยหนุนหลัง)" นางผ่องเพ็ญ กล่าว

อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือ การสื่อสารกับตลาด ซึ่งต้องดูด้วยว่า เฟดจะส่งสัญญาณอย่างไร และตลาดตีความในสัญญาณที่เฟดส่งออกมาอย่างไรเข้าใจตรงกันหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าเวลานี้ สภาพคล่องการเงินในโลกมีล้นมาก การตีความในสัญญาณของเฟดย่อมมีผลต่อการเคลื่อนย้ายของสภาพคล่องเหล่านี้

มั่นใจรับกระแสทุนไหลออกไหว

นอกจากนี้ นางผ่องเพ็ญ ยังกล่าวด้วยว่า ทรัพยากรที่ธปท.มีอยู่ในขณะนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าจะรับมือกับกระแสเงินทุนไหลออกได้ และโดยภาพรวมก็เชื่อว่า การไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายคงจะไม่สูงมากนัก เพราะด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนระยะยาว จึงเชื่อว่าเงินทุนที่เข้ามาค่อนข้างมากในช่วงก่อนหน้านี้ หากจะออกไปก็คงไม่ได้กลับออกไปทั้งหมด

แม้ ธปท. จะมีทรัพยากรและเครื่องมือในการดูแลที่ค่อนข้างพร้อม แต่ก็อยากเตือนผู้ประกอบการให้ระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้ด้วยเช่นกัน ไม่ควรเปิดสถานะเงินตราต่างประเทศโดยที่ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้มากจนเกินไป

"คนที่มีหนี้ต่างประเทศและไม่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงให้เหมาะ เวลาที่มี Out Flows มากๆ มันก็จะเป็นประเด็นกับเขา เพราะต้นทุนในรูปของเงินบาทก็จะเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจากประสบการณ์ในปี 2540 ก็ทำให้ผู้ประกอบการ รวมถึงสถาบันการเงินเอง มีความระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น" นางผ่องเพ็ญ กล่าว

รับขายสินทรัพย์สกุลดอลล์อุ้มบาท

ส่วนกรณีที่มีข่าวจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ว่า ธปท.ได้ขายตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐออกมากว่า 18,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปดูแลในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนนั้น นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า ตัวเลขที่ชัดเจนธปท.กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามยอมรับว่า เวลาที่ ธปท. เข้าแทรกแซงในตลาดเงิน ก็ต้องขายสินทรัพย์ที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ออกไป ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ

สำหรับสถานการณ์ในซีเรียนั้น เธอเชื่อว่า น่าจะเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยงระยะสั้นเท่านั้น เพราะขณะนี้ดูเหมือนว่าประชาคมทั่วโลกไม่ต้องการให้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ดูจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่มีปัจจัยมาทำให้ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไป เชื่อว่าหลายประเทศก็คงอยากรักษาโมเมนตัมของการเติบโตให้อยู่ในระดับค่อยเป็นค่อยไป

"เราก็คิดในมุมบวก ว่า ทุกคนก็อยากให้ช่วยๆ กัน คือ อยากให้คุยกันได้ และมีทางออกที่ดีกว่าการจะใช้ความรุนแรง และสหรัฐเองก็มีปัญหาภายในของเขาอยู่ เร็วๆ นี้เขามีปัญหาเรื่องเพดานหนี้สาธารณะที่ต้องมีการเจรจากันอีกรอบ เขาเองก็คงไม่อยากต้องขยับเพดานหนี้ เพื่อไปลุยกับซีเรีย เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ก็คงต้องตอบคำถามกันเยอะ" นางผ่องเพ็ญ กล่าว

สศค.ชี้ปัจจัยลบขณะนี้แค่ช่วงสั้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวปาฐกถาพิเศษทิศทางเศรษฐกิจไทยในงานสัมมนา SCB Investment Symposium 2013 โดยกล่าวว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยในภาพใหญ่คงโตได้ประมาณ 3.8-4% โดยปัจจัยหนุน คือ 1.เศรษฐกิจของประเทศขนาดใหญ่เริ่มฟื้นตัว อาทิ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และ ยุโรป 2.การท่องเที่ยวขยายตัวได้ดีเฉลี่ยมากกว่า 20% จากปีก่อน 3.อัตราการว่างงานในประเทศต่ำ หรือ 0.7% ของกำลังแรงงานรวม และ 4.ฐานะการคลังภาครัฐยังเอื้อต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหาด้านการเมืองทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงความผันผวนจากเงินทุนไหลเข้า ถือเป็นความเสี่ยงระยะสั้นที่สำคัญต่อภาวะเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ประเมินว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะผันผวนอีกรอบหนึ่ง เพราะว่าเพดานการก่อหนี้จะอยู่ในระดับสูงในช่วงปลายเดือนต.ค. นี้ ซึ่งอาจจะทำให้เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง การเลือกตั้งในเยอรมนี ก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตามอง

นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในระยะที่ผ่านมา จะพบว่า มีการเติบโตอย่างผันผวน เพราะว่าโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความไม่สมดุล กล่าวคือ พึ่งพาเครื่องยนต์จากการส่งออกเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนถึง 73% ของ จีดีพี เมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เศรษฐกิจไทยก็จะมีความผันผวน ขณะที่ การลงทุนของภาครัฐไม่ได้มีส่วนสนับสนุนมากนัก ปัจจุบัน การลงทุนของภาครัฐ มีสัดส่วนเพียง 5%

ต่างชาติซื้อหุ้น-ขายพันธบัตร

ส่วนภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้ (10 ก.ย.) ดัชนีปิดตลาดที่ระดับ 1,393.17 จุด เพิ่มขึ้น 8.86 จุด คิดเป็น 0.64% มูลค่าการซื้อขายรวม 7.06 หมื่นล้านบาท

โดยนักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 3.5 พันล้านบาท นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 2.07 พันล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 1.23 พันล้านบาท ส่วนนักลงทุนทั่วไป ขายสุทธิ 6.83 พันล้านบาท

ขณะที่ การเคลื่อนไหวค่าเงินบาท เมื่อเวลา 15.00 น. ราคาอยู่ที่ 32.16 บาทต่อดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 0.03% จากวันก่อน 32.15 บาทต่อดอลลาร์ สำหรับราคาทองคำล่าสุด เมื่อเวลา 16.38 น. ราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ที่ 1375 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 5 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนราคาทองคำในประเทศ อยู่ที่ 20,850 บาทต่อบาททองคำ ลดลง 50 บาทต่อบาททองคำ

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย รายงานการซื้อขายวานนี้ รวม 109,520 ล้านบาท โดย Yield Curve แกว่งตัวในกรอบแคบๆ ประมาณ 1-2 bps. โดยนักลงทุนต่างชาติมีแรงขายในตราสารระยะสั้น ยอดขายสุทธิ (NET SELL) เท่ากับ 2,760 ล้านบาท