พวกเขาคือดีเวลลอปเปอร์น้องใหม่ที่กล้าฉีกตัวเองให้แตกต่างด้วยอาวุธนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์วิถีรบของผู้มาใหม่ไพร์ซ พร็อพเพอร์ตี้"
“โมดิซ ลาดพร้าว 18” (ModizLadprao 18) คอนโดเท่ห์ๆ บนถนนลาดพร้าว จะปรากฏตัวขึ้นในอีก 2 ปี ข้างหน้า (โครงการจะแล้วเสร็จในปี 2558) นี่คือ ผลงานแกะกล่องของดีเวลลอปเปอร์น้องใหม่ บริษัท ไพร์ซ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ภายใต้การนำของ “กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์” กรรมการผู้จัดการ ผู้มาพร้อมความแตกต่าง
“กรมเชษฐ์” ไม่ใช่หน้าใหม่ในสนาม ว่ากันตามตรง เขา “เกิด” มากับธุรกิจนี้ด้วยซ้ำ เมื่อครอบครัวและกลุ่มญาติพี่น้องทำโครงการหมู่บ้านจัดสรร จึงคลุกคลี และเคยคุ้น กับโลกนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มาตั้งแต่วัยเยาว์
เมื่อเข้าสู่โลกการศึกษาก็เลือกเรียน สาขาบริหารงานก่อสร้าง (Construction Management) กับปริญญาโทอีกใบ ใน สาขาบริหารธุรกิจสำหรับผู้บริหาร (XMBA) ก่อนเข้าทำงานเป็นวิศวกรในบริษัทดีเวลลอปเปอร์ เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนมานั่งเป็น กรรมการผู้จัดการ ใน บริษัท แอสเซท ไวส์ จำกัด ธุรกิจของครอบครัวตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน
“อย่างไรผมก็ต้องทำธุรกิจเกี่ยวกับการก่อสร้างไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง”
“กรมเชษฐ์” บอกเหตุผลที่เขาไม่เคยหลุดออกจากเส้นทางนี้ แม้แต่ในวันที่เลือกมาตั้งธุรกิจของตัวเอง “ไพร์ซ พร็อพเพอร์ตี้” เพื่อเดินหน้าความฝันชนิด “ทุ่มสุดใจ” โดยบอกว่า งานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ “ไม่น่าเบื่อ” ได้พบปะผู้คนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้รับเหมา คู่ค้า สถาบันการเงิน และลูกค้า ซึ่งแต่ละทำเล แต่ละโครงการลูกค้าก็แตกต่างกันไปด้วย ทั้งยังได้คิดอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา และเขาก็ “โปรด” งานแบบนี้
“นี่ไม่ใช่ธุรกิจที่เริ่มจาก ต้องทำกำไรสูงสุด แต่ต้อง Maximize ความพึงพอใจของลูกค้า คือ คิดโพรดักส์อย่างไรให้ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด ซึ่งถ้าลูกค้าพอใจก็จะสะท้อนเป็นยอดขาย และกำไรกลับมาเอง”
ผู้บริหารหนุ่มขยายความถึง “มาร์จิ้น” ของธุรกิจ ว่าจะมากน้อย ก็ขึ้นกับ “คุณค่า” ที่เราใส่ไปให้กับลูกค้า ซึ่งถ้าเขาพอใจมาก ก็จ่ายมาก พอใจน้อยก็จ่ายน้อย ฉะนั้นโจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่เราจะขายเท่าไร แต่คือทำอย่างไรให้เขาพอใจได้มากที่สุด
นั่นคือแนวคิดที่สกัดได้จากการทำงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนเมื่อต้องมาพัฒนาคอนโดในคอนเซ็ปต์ของตัวเอง แถมยังเป็นการเปิดตัวแบรนด์น้องใหม่เสียด้วย เขาจึงเลือกใส่ความแตกต่าง เพื่อจะดึงความพึงพอใจสูงสุดมาจากลูกค้าให้ได้
“The Value of Volume” เติมเต็ม มิติแห่งความสุข คือคอนเซ็ปต์ของผู้มาใหม่ กับคอนโดมีเนียมเพื่อชีวิตคนเมือง จำนวน 8 ชั้น บนทำเลทอง ซอยลาดพร้าว 18 ใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีลาดพร้าว ที่พร้อม “เติมเต็มความสุข” ให้กับผู้อยู่อาศัยในทุกๆ ด้าน ในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ คือเริ่มต้นที่ 1.99 ล้านบาท
“เราเริ่มที่นี่ โดยดูจากโซนก่อนว่าน่าจะทำคอนโดแล้วปลอดภัย หมายถึงคู่แข่งไม่ค่อยเยอะเพราะที่มันหายาก เหมือนเราพยายามจะหา Blue Ocean ไม่ใช่เห็นที่ไหนเปิดคอนโดแล้วขายดี เราก็ตามเขาไป ก็เป็น Red Ocean อยู่ดี แต่ด้วยความที่บริเวณนี้ที่มันหายาก รายใหญ่เข้ามาเจาะได้ยากเพราะเต็มหมดแล้ว คู่แข่งน้อย และทำเลดีด้วย ก็เป็น Blue Ocean ของเรา”
เริ่มจากได้ทำเลดี เข้ากับคีย์ซัคเซสของธุรกิจนี้ที่ต้อง “ทำเล ทำเล และทำเล” จากนั้นก็ต้องมาคิดโพรดักส์ให้เหมาะกับทำเลดีๆ แบบนี้ เพราะไม่ได้เริ่มจากมองที่ “กำไร” จึงไม่เลือกทำโครงการที่ ขายง่าย ถูกสุด และขายเร็วสุด แต่ใช้พลังไอเดียและความคิดสร้างสรรค์มาทำผลงานดีๆ ให้กับลูกค้าของพวกเขา
“อย่างที่นี่เป็นตึกที่มีสวนส่วนกลางทุกชั้น เราพยายามจะใส่กิมมิกเข้าไป ถามว่าจะไม่ทำอย่างนี้ก็ได้ ก็เป็นมาตรฐานเหมือนกับที่คนอื่นเขาทำ แต่จริงๆ มันใส่ได้นะ ผมมองว่าสถาปัตย์ เป็นเรื่องของศิลปะ สถาปนิกไม่ใช่แค่การเขียนแบบ แต่คือการสร้างสรรค์ด้วย ส่วนเราในฐานะเจ้าของโครงการก็มีหน้าที่นำศิลปะเหล่านั้น ให้ลูกค้าเสพได้ง่ายขึ้น”
โจทย์สำคัญที่เขาโยนให้กับนักออกแบบที่นี่ คือ “ฟังก์ชั่นการใช้งานต้องมาก่อนความสวยงาม” ประเภทสวย แต่ใช้งานไม่ได้ ไม่ใช่ทางของพวกเขา แต่ละห้องก็ต้องใหญ่พอที่ลูกค้าจะใช้ชีวิตได้แบบสบายๆ ยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อแลกกับวัสดุดีๆ ที่ลูกค้าจะได้ใช้
“อย่างเช่นถ้าคุณมีงบประมาณสำหรับห้องน้ำ 5 หมื่นบาท คุณอาจเลือกซื้อชักโครกตัวล่ะหมื่นให้ลูกค้า แต่ถ้าเพิ่มอีกแค่ 3 พันบาทแล้วได้ชักโครกที่สบายขึ้น ผมเปลี่ยนให้เลยนะ เพราะเงินแค่ 3 พันบาท เทียบกับมูลค่าโครงการแล้วมันน้อยมาก เราให้ลูกค้าได้อยู่แล้ว แน่นอนว่าเงินแค่นี้ เราจะเก็บเข้ากระเป๋าก็ได้ แต่เราไม่ทำ” เขาประกาศจุดยืน
ก่อนจะบอกความสะดวกสบายหลายอย่างที่เพิ่มเติมให้กับลูกค้า อย่างเช่นเทคโนโลยี Sound System ที่ติดตั้งในทุกห้องของโครงการ ทำให้สามารถฟังเพลงจากสมาร์ทโฟนและแทปเล็ตได้ทั่วทุกมุมห้อง มีระบบรักษาความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีชั้นสูง มีห้องเก็บจักรยานในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์คนเมืองรุ่นใหม่ เหล่านี้เป็นต้น
“มีคนเคยถามผมว่า กลัวไหมว่าโครงการจะติดขัด ผมบอกว่าทำให้บ้านดีไว้ก่อน ถ้าของมันดี ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดีอย่างไร ในวันที่เศรษฐกิจกลับมาดีมันก็ขายออก ถูกไหม แต่ถ้าคุณทำบ้านไม่ดี ฟังก์ชั่นใช้งานไม่สะดวก อย่างไรก็ขายยาก และแก้ลำบากด้วย แม้คุณจะขายถูก หรือโฆษณาด้วยของแถมนี่นั่น ก็ยังขายยากอยู่ดี”
ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เขาบอกว่า การตลาด การผลิต และการเงิน คือหัวใจ ที่ผู้ประกอบการต้องบาลานซ์ทั้งสามส่วนนี้ให้ได้ และเจ้าของโครงการต้องทำธุรกิจอย่างระมัดระวัง โดยต้องสำรองเงินสดไว้ ไม่ดึงเงินไปใช้ผิดทาง แต่ใช้ในการพัฒนาโครงการเท่านั้น เพื่อให้ห่างไกลจาก “ฟองสบู่” เหมือนที่ผู้คนหวาดกลัวกันในวันนี้
เป้าหมายของพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่โครงการนี้ แต่ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี จะขึ้นโครงการใหม่ปีละสองโครงการ ทั้งตลาดกลาง ล่าง บน ขึ้นกับทำเลที่ได้มา โดยพยายามทำให้ทุกโครงการมีคาแรคเตอร์ของตัวเอง และไม่จำเป็นต้องเป็น “โมดิช” แต่สามารถใช้แบรนด์อื่นได้ ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของคนในย่านนั้นๆ เหมือนกับดาราชื่อดังที่มีแค่คนเดียวเท่านั้น ทำให้เป็น “ยูนีค” ในแต่ละโครงการไป แต่อย่างไรก็เน้น 2 หัวใจ คือ “นวัตกรรม” และ “ความคิดสร้างสรรค์” อาวุธที่ปลาเล็กอย่างพวกเขาจะต่อกรกับปลาใหญ่ได้อย่างสบายๆ
สิ่งที่คนมาใหม่อยากสร้างให้เกิดกับแบรนด์ “ไพร์ซ พร็อพเพอร์ตี้” คือลูกค้ารู้จักในแง่ “คอนโดที่ดี” ซื้อได้อย่างสนิทใจ สบายใจได้ เหมือนกับร้านอาหารดัง ที่รู้ทันทีว่าอร่อยแน่นอน
“อยากให้ลูกค้ารู้สึกว่า ถ้า ไพร์ซ พร็อพเพอร์ตี้ แสดงว่า มาตรฐานดี โดยไม่ต้องมานั่งเดาว่าซื้อไปแล้วจะเป็นอย่างไร ซึ่งคอนโดดี ก็คือ อยู่ได้ ราคาเหมาะสม ทำเลดี เขาคิดมาให้หมดแล้ว ดูเหมือนคำบ้านๆ นะ แต่ก็แค่คำนี้แหล่ะ คำว่า..ดี”
เขาบอกจุดยืน ของดีเวลลอปเปอร์น้องใหม่ ที่ประกาศลงแข่งในสนามสุดร้อน ด้วยวิถีทางของพวกเขา
.................
Key to success
สูตรแจ้งเกิดในตลาดอสังหาริมทรัพย์
๐ พัฒนาโพรดักส์ที่ลูกค้าพึงพอใจสูงสุด
๐ สู้รายใหญ่ ด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์
๐ เลือกสถาบันการเงินที่เข้าใจธุรกิจ
๐ เลือกทำเลดี คู่แข่งน้อย รายใหญ่เข้ามาไม่ได้
๐ สร้างสมดุลใน การตลาด การผลิต และการเงิน
๐ เป็นโครงการที่ดี ซื้อได้ สบายใจ


