นักเศรษฐศาสตร์-ธุรกิจ เห็นต่าง รัฐบาลจ่อลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย หวังกระตุ้นท่องเที่ยว
กรณีกระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศและกระตุ้นธุรกิจท่องเที่ยว โดยการลดภาษีดังกล่าวยังทำให้ไทยสามารถแข่งขันในการเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอยหรือชอปปิงกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ ขณะที่คนแวดวงธุรกิจท่องเที่ยวสนับสนุนแนวคิดดังกล่าว
นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของรัฐบาลที่ต้องการลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย เพราะมองว่าเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับประชาชนผู้บริโภคทั่วไป โดยเฉพาะผู้บริโภคที่มีรายได้น้อย ซึ่งไม่ได้ใช้สินค้าเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ต้องมารับภาระการจ่ายภาษีแทน ผ่านการจ่ายภาษีบุคคลธรรมดาซึ่งแทบจะไม่ได้รับการปรับลดลงเลยในช่วงที่ผ่านมา
"วิธีการมองโครงสร้างภาษีของรัฐบาลยังเป็นการมองเป็นชิ้นๆ ไม่ได้มองเป็นกรอบโครงสร้างของภาษีทั้งหมด ตอนนี้ภาระภาษีไปตกหนักอยู่ที่ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีการปรับเปลี่ยนบ้าง แต่สัดส่วนที่ปรับลดลงก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น และการมาลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยตรงนี้ จึงทำให้กลุ่มคนทำงานต้องมารับภาระแทนผู้บริโภคที่บริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย" นายตีรณ กล่าว
นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยยังถือเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่ำ คือ ราคาไม่ได้มีผลต่อการบริโภคมากนัก กล่าวคือแม้สินค้าจะถูกลงก็ไม่ทำให้คนหันมาซื้อเพิ่มมากนัก หรือราคาสินค้าจะแพงขึ้นก็ไม่ทำให้คนลดการบริโภคลง ดังนั้นการลดภาษีส่วนนี้นอกจากจะทำให้รายได้ของรัฐลดลงแล้ว ยังไม่ได้ช่วยกระตุ้นในเรื่องการบริโภคด้วย และไม่คิดว่าการลดภาษีตรงนี้จะทำให้มีนักท่องเที่ยวมาประเทศไทยเพิ่มเช่นกัน
นายตีรณ กล่าวว่า รัฐบาลควรหันไปลดภาษีให้กับกลุ่มสินค้าที่มีผลทางบวกกับสังคมมากกว่า เช่น ภาษีสิ่งพิมพ์ หรือ ตำราเรียน เพราะพวกนี้จะช่วยสนับสนุนในเรื่องของการรักการอ่านด้วย หรือลดภาษีให้กับคนไทยที่คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ แทนที่จะลดภาษีให้กับสินค้าฟุ่มเฟือยที่เจ้าของกิจการส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งไม่ต่างกับการลดภาษีให้กับคนต่างประเทศเลย
ชี้ส่งผลท่องเที่ยวน้อย
ด้าน นายวิศาล บุปผเวส นักเศรษฐศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยจะมีผลดึงให้นักท่องเที่ยวใช้เงินมากขึ้นเพียงเล็กน้อย เนื่องจากการมาเที่ยวเมืองไทยไม่ได้มุ่งมาซื้อของแบรนด์เนม
นอกจากนี้นักท่องเที่ยวเดินทางผ่านสิงคโปร์และฮ่องกงเป็นจำนวนมาก รวมทั้งทุกประเทศก็มีร้านค้าปลอดภาษีตามสนามบิน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถซื้อสินค้าแบรนด์เนมได้อยู่แล้ว หากอยากจะให้คนมาเที่ยวเมืองไทยเป็นจำนวนมาก รัฐบาลควรจะเน้นความสะดวกสบาย ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน และมาเที่ยวแล้วมีความสุข
นายวิศาล กล่าวว่า แนวคิดเรื่องจัดเก็บภาษีฟุ่มเฟือยเป็นแนวคิดแบบโบราณ เพราะปัจจุบันสินค้าฟุ่มเฟือยบางอย่างก็กลายเป็นสินค้าจำเป็นไปแล้ว
นอกจากนี้สำหรับคนรวยสินค้าเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นของฟุ่มเฟือย เนื่องจากมีรายได้สูงที่สามารถซื้อหาได้ การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดเสรี ที่ส่งเสริมให้แต่ละประเทศผลิตสินค้าที่ตนมีความชำนาญหรือผลิตได้ดีกว่าประเทศอื่น การใช้ภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศเป็นการทำให้ระบบเศรษฐกิจใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ท่องเที่ยวชี้กระตุ้นตลาดอินบาวด์
แต่ธุรกิจท่องเที่ยวเชื่อว่าการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย จะกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวได้ระดับหนึ่ง
นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เชื่อว่าการลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยจะช่วยกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีน ซึ่งปัจจุบันโปรแกรมนำเที่ยวกรุ๊ปทัวร์อินบาวด์ไม่ต่ำกว่า 50% จะต้องแวะชอปปิงที่ร้านค้าปลอดอากรที่บริหารโดยบริษัทคิงเพาเวอร์ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) จะเน้นการเดินทางไปชอปปิงตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในกรุงเทพฯ อาทิ สยามพารากอน เกษรพลาซ่า เป็นจำนวนมากอยู่แล้ว
นอกจากนี้ คาดว่าจะกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวอาเซียนที่มีกำลังซื้อสูงได้ส่วนหนึ่ง เพราะไทยอาจจะกลายเป็นตัวเลือกด้านการจับจ่ายสินค้าแบรนด์เนมในภูมิภาคเพิ่มอีกหนึ่งแห่ง จากที่ก่อนหน้านี้มีเพียงสิงคโปร์ที่เป็นจุดหมายหลักของตลาดอาเซียนมานาน
จากผลการสำรวจพฤติกรรมและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทำกิจกรรมชอปปิงในไทย เมื่อปี 2555 เปิดเผยโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มชอปปิงมีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ย (ไม่รวมตั๋วเครื่องบิน) 68,381 บาท โดยในจำนวนนี้มีสัดส่วนที่ใช้จ่ายสูงถึง 50,001-100,000 บาท อยู่ราว 42%
อย่างไรก็ตาม เหตุผลหลักที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาชอปปิงในไทยนั้น การซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรือมียี่ห้อดัง มีสัดส่วนเพียง 3% เท่านั้น ขณะที่ สามเหตุผลสำคัญอันดับแรก เนื่องจาก สินค้าราคาถูก 52%, สินค้ามีคุณภาพ ประณีตสวยงาม 34% และสินค้ามีให้เลือกมากและหลากหลาย 32% นอกจากนี้ ยังมีเพียงราว 4% ที่เห็นว่าไทยเป็นศูนย์กลางของการชอปปิง
นางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านตลาดสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า มาตรการลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย จะส่งผลในเชิงบวกต่อการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากเอเชีย อย่าง จีน ที่ปัจจุบันมีอัตราการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าแบรนด์เนมสูงมาก
นอกจากนี้ ททท. จัดแผนการส่งเสริมกลุ่มชอปปิง ในฐานะตลาดหลักที่มีศักยภาพผลักดันรายได้รวมของประเทศให้ถึง 2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2557 ด้วย โดยแต่ละปีจะจัดโครงการอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ แกรนด์เซล ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. เพื่อกระตุ้นการเดินทางในช่วงโลว์ซีซัน ซึ่งผลจากการจัดงานเฉพาะระยะโครงการ 3 เดือนในปี 2555 ทำให้เกิดรายได้สะพัดถึง 3.95 พันล้านบาท และคาดว่างานในปี 2556 ที่สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา จะมีรายได้สะพัดกว่า 4,300 ล้านบาท






