นายกฯหารือทีมไทยแลนด์ในสวิสขยายการค้าลดอุปสรรคระหว่างกัน เอกชนหนุนเร่งเจรจา EFTA เล็งลงทุนมอนเตเนโกร
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการเดินทางเยือนของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นการเดินทางเยือนสมาพันธรัฐสวิสของนายกรัฐมนตรีไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี และได้รับเชิญจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือ HRC ให้เข้าแสดงสุนทรพจน์ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าจะมีการการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันในเด็ก สตรี รวมถึงการแก้ไขปัญหา การค้ามนุษย์ การใช้แรงงานในเด็ก ปกป้องสิทธิเสรีภาพ รวมถึงจะได้หารือกับองค์การการค้าโลก อังค์ถัด และหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา ขณะเดียวกันจะได้เข้าร่วมในงานเสวนาธุรกิจที่นครซูริก และจะขอให้ทางสวิส นำเข้าข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ที่ได้จดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์แล้ว รวมถึงเชิญชวนให้นักลงทุนสวิสไปลงทุนในประเทศไทยเพิ่ม
การเดินทางเยือนอิตาลีนั้น ถือว่าเป็นการเยือนครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยอย่างเป็นทางการในรอบ 9 ปี โดยอิตาลีถือว่าเป็นประเทศที่มี เศรษฐกิจอุตสาหกรรมเข้มแข็ง อยู่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 8 แห่ง หรือ G8 รวมถึงมีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีแก่ประเทศไทย เพราะไทยมีวัตถุดิบที่ดี สามารถที่จะพัฒนาการออกแบบ และการสร้างแบรนด์ร่วมกัน นอกจากนี้ยังจะมีการหารือถึงความร่วมมือทางทหาร รวมถึงได้เข้าเฝ้าพระสันตะปาปาฟรานซิสที่นครวาติกัน ส่วนการเดินทางเยือนมอนเตเนโกร แม้เป็นประเทศเล็ก แต่เป็นประเทศที่รายได้ต่อประชากรสูง และมีโอกาสในการนำเข้าสินค้าเพิ่มจากประเทศไทย เพราะปัจจุบันมีการนำเข้าอาหารถึงร้อยละ 80
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ร่วมเดินทางกับคณะของนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้มีนักธุรกิจเกือบ 60 คนร่วมเดินทางด้วย โดยเห็นว่าการเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรี ได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ส่วนทางอ้อมคือการค้าขายที่ทำได้คล่องขึ้น สามารถสรุปยอดสั่งซื้อได้รวดเร็วมากขึ้น มีความเชื่อมั่นการค้าขายการลงทุนระหว่างกัน ทั้งนี้ก่อนการเยือนครั้งนี้ได้มีการหารือในกลุ่มต่าง ๆ เพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี
โดยเอกชนส่วนใหญ่มีความต้องการให้เร่งการเจรจา EFTA ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรี ที่ประกอบไปด้วยสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิคเตนสไตน์ เพื่อขยายมูลค่าการค้าระหว่างกลุ่มประเทศเหล่านี้ให้เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวได้บอกด้วยว่าภาคธุรกิจไทยล้วนสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในมอนเตเนโกร เพราะเป็นประตูสำคัญในการเข้าสู่หลายประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน เช่น โครเอเชีย สโลเวเนีย บอสเนีย เซอร์เบีย ซึ่งถือว่าเป็นตลาดใหม่ของไทย มูลค่าการค้าระหว่างกันยังน้อย แต่มีศักยภาพสูงในการขยายการค้าระหว่างกัน






