บจ.ไทย แห่ระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน นักวิเคราะห์แนะนักลงทุนต้องเข้าใจว่าไม่ใช่หุ้น ได้สิทธิเว้นภาษีเงินปันผล แนะถือยาว
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกกฎเกณฑ์ใหม่ ในการตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน สามารถเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้นั้น ส่งผลให้มีบริษัทจดทะเบียนเริ่มทยอยขายทรัพย์สินของบริษัทเข้าสู่กองทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง ทั้งนี้จากการสำรวจ พบว่า ปัจจุบันมีกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว 1 กองทุน คือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บีทีเอส โกรท (BTSGIF) ของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มีขนาดกองทุน 62,000 ล้านบาท
ขณะที่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริมเพาเวอร์ หรือ ABPIF อยู่ระหว่างการพิจารณาคำขอเข้าจดทะเบียน กองทุนมีมูลค่าระดมทุน ประมาณ 6,500 ล้านบาท เบื้องต้นกำหนดราคาขายหน่วยลงทุน 10.50-11.00 บาท และจะเสนอขายระหว่างวันที่ 9-13 ก.ย. 2556 พร้อมเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ในวันที่ 27 ก.ย. นอกจากนี้ยังมีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานอีก 3 กองทุน ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่จะระดมทุนมูลค่า 7 หมื่นล้านบาท กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) มูลค่าการระดมทุน 5-7 หมื่นล้านบาท และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) มีมูลค่าระดมทุน 4-5 พัน ล้านบาท
นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย (บล.) เปิดเผยว่า กองตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้นเป็นการขายทรัพย์สินของบริษัทเข้าสู่กองทุนเพื่อที่บริษัทจะนำเงินไปลงทุนในการขยายกิจการของบริษัทในด้านอื่นๆ โดยในแง่การลงทุนนักลงทุนต้องทำความเข้าใจว่ากองทุนมีความต่างจากหุ้น โดยแต่ละกองทุนมีลักษณะที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้ที่ต้องการลงทุนต้องตรวจสอบข้อมูล และทำความเข้าใจให้ครบถ้วนก่อนการเข้าไปลงทุน และหากจะลงทุนให้คุ้มค่านั้นนักลงทุนควรที่จะถือหน่วยลงทุนให้ครบอายุกองทุน
"กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั้นนักลงทุนต้องเข้าใจว่า มันมีความแตกต่างจากหุ้น คือ มีวันหมดอายุหากไม่มีการนำทรัพย์สินใหม่เข้าสู่กองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั้นจะมีกระแสเงินสดออกมาให้นักลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ในรูปแบบของเงินปันผล ซึ่งจะสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และได้สิทธิการงดเก็บภาษีเงินปันผล 10 ปี ทำให้กองทุนในรูปแบบดังกล่าวเหมาะแก่การลงทุนระยะยาว"
กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานนั้น แต่ละกองจะมีความเสี่ยงที่ต่างกัน เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐานบีทีเอสโกรท นั้น จะมีลักษณะใกล้เคียงกับหุ้น มีความผันผวนมากกว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที่จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์รายต่อไป ที่จะมีสัญญาการขายไฟที่ชัดเจน ทำให้รายได้ค่อนข้างคงที่ ไม่ผันผวน
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โรงไฟฟ้า อมตะ บี. กริม เพาเวอร์ 1 และ 2 ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ถือเป็นเอกชนรายเล็ก แบบระบบการผลิตพลังงานความร้อนร่วม ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง มีความมั่นคงในเรื่องการสร้างรายได้ โดยสัดส่วนรายได้ 40-50% มาจากการขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวม 180 เมกะวัตต์ โดยแต่ละโรงไฟฟ้ามีการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า จำนวน 90 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 21 ปี
ทั้งนี้ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 90% ของกำไรสุทธิ โดยจะจ่ายปีละ 2 ครั้ง คาดหมายกระแสเงินสดรับในปีแรกประมาณ 15-15.5% ซึ่งแบ่งออกเป็นเงินปันผล ระดับ 7-7.5% และการคืนเงินต้น (เงินลดทุน) อีก 8% โดยระดับอัตราเงินปันผลดังกล่าว นับว่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของกองทุนอสังหาริมทรัพย์แบบกอง 1







