วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐไขข้อข้องใจ'ข้าว-ยาง' ม็อบชุมนุม14ก.ย.

"วราเทพ"ไขข้อข้องใจ"ยาง"กับ"ข้าว"รัฐใช้งบช่วยเหลือต่าง โชว์ตัวเลขรายได้สุทธิต่อครัวเรือน หลังหักปัจจัยการผลิต ชาวนารายได้ต่ำกว่าชาวสวนยาง

กลายเป็นข้อถกเถียงทั้งในและนอกสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับการใช้งบประมาณในการแทรกแซงผลผลิตทางการเกษตร 2 ชนิด ระหว่างข้าวกับยางพารา ในการใช้งบประมาณของพืชทั้งสองชนิด ที่มีความแตกต่างกันมาก ทำให้มีข้อครหาว่ารัฐบาลเลือกปฏิบัติ และมีสองมาตรฐาน ในการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกพืชทั้งสองชนิดที่แตกต่างกัน กลายเป็นหนึ่งในปมปัญหาที่แกนนำเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ ยกมาเป็นเหตุผลในการชุมนุมประท้วงปิดเส้นทางคมนาคมหลายจุดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มีแนวคิด ในการเลือกปฏิบัติกับเกษตรกรที่ปลูกพืชต่างชนิดกัน หรือปลูกพืชชนิดเดียวแต่อยู่คนละภูมิภาคกัน ต้องแก้ปัญหาให้เท่าเทียมกัน

อย่างไรก็ตาม ไทยมีการปลูกพืชหลายชนิด พืชแต่ละชนิดมีลักษณะที่แตกต่างกัน มีกลไกราคาและกลไกตลาดที่แตกต่างกัน ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหาพืชผลราคาตกต่ำ หรือแก้ไขปัญหาเรื่องใดก็ตาม มีวิธีการแก้ไขที่แตกต่างกัน มีการใช้งบประมาณที่แตกต่างกัน การแก้ปัญหาของพืชชนิดต่างๆ รัฐบาลได้จัดการผ่านการปรึกษาและทำงานร่วมกับคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาดูแลพืชต่างๆ เช่น ข้าว มีคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ส่วนยางก็มีคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)

นโยบายจำนำข้าววัตถุประสงค์ คือ ช่วยชาวนาที่ส่วนใหญ่รายได้ต่ำ รัฐบาลช่วยโดยรับจำนำข้าวราคา 15,000 บาทต่อตัน เป็นการช่วยเหลือใน 2 ปีแรกให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้น เมื่อชาวนามีฐานะมั่นคง รัฐบาลก็เริ่มปรับราคาลดจำนำลง ตั้งแต่รอบนาปรังฤดูกาลผลิต 2556 /2557 นอกจากนั้นวงเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำข้าวก็ปรับลดลง เนื่องจากการลดราคารับจำนำทำควบคู่กับการจำกัดปริมาณรับจำนำต่อครัวเรือน จะเห็นว่าใช้วงเงินที่ 2.7 แสนล้านบาท ส่วนการรับจำนำข้าวในปีการผลิต 2556/2557 ได้ปรับลดลงหลายหมื่นล้าน จากก่อนหน้านี้ ที่ใช้เงินไปมากกว่า 3 แสนล้านบาท

"ผมไม่อยากให้สังคม เอาเรื่องยางและข้าวมาเปรียบเทียบกัน หากดูข้อมูลเฉพาะงบที่ใช้กับพืชแต่ละชนิดอย่างเดียว จะไม่เข้าใจเหตุผลของการใช้เงินที่ต่างกัน ที่จริงแล้วต้องดูข้อมูลว่ารายได้ระหว่างชาวนา และชาวสวนยาง อยู่ที่เท่าไร" นายวราเทพ กล่าว

ยันรายได้ชาวสวนยางสูงกว่าชาวนา

ในข้อเท็จจริงรายได้ของชาวนาต่ำกว่าชาวสวนยางครึ่งต่อครึ่ง ชาวนากว่า 60% ปลูกข้าวได้ครั้งเดียว คือ ปลูกได้เฉพาะข้าวนาปี รายได้สุทธิซึ่งเป็นรายได้ที่หักปัจจัยการผลิตต่างๆ ออกแล้ว รายได้ในการผลิตข้าวนาปี ปี 2555/2556 ต่อครัวเรือนอยู่ที่เพียง 12,382 บาท ขณะที่รายได้สุทธิของชาวสวนยางปี 2555 อยู่ที่ 53,120 บาทต่อครัวเรือน การคิดรายได้สุทธิของเกษตรกรผู้ปลูกยางเป็นการคิดทั้งระบบ ซึ่งรวมทั้งครัวเรือนของผู้มีรายได้จากการกรีดยางด้วย

"การให้เงินอุดหนุนต้องดูโครงสร้างรายได้ของเกษตรกรที่ปลูกพืชแต่ละชนิดด้วย เมื่อดูตัวเลขรายได้สุทธิแล้ว ก็จะเห็นว่าชาวนาเป็นเกษตรกรในกลุ่มที่มีรายได้น้อย ขณะที่เกษตรกรที่ปลูกยางพาราถือว่ามีรายได้ในระดับปานกลาง หรือพูดง่ายๆ คือรายได้ดีกว่าชาวนา" นายวราเทพ กล่าว

สำหรับการช่วยเหลือของรัฐบาล หากดูที่วงเงินที่ใช้แน่นอนว่า เงินที่ใช้ไปกับข้าวสูงกว่า แต่หากดูความช่วยเหลือต่อไร่ยางพารารัฐบาลให้ความช่วยเหลือสูงกว่าข้าว หากเปรียบเทียบตัวเลขปีต่อปีในฤดูกาลผลิตข้าวนาปีฤดูกาลผลิต 2554/2555 รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือต่อไร่แก่ชาวนา 9,981 บาทต่อไร่ ขณะที่ข้าวนาปรังอยู่ที่ 9,947 บาทต่อไร่ ส่วนพื้นที่ปลูกยางพารา รัฐบาลให้เงินช่วยเหลือต่อไร่อยู่ที่ 27,149 บาท

"การเปรียบเทียบพืชเกษตรที่มีลักษณะแตกต่างกัน ทั้งจำนวนเกษตรกร จำนวนผลผลิต และลักษณะตลาด คงไม่สะท้อนข้อเท็จจริง ดังนั้นต้องดูว่าผลลัพธ์ของการแก้ปัญหาเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ การแก้ปัญหายางพาราขณะนี้ มองว่าได้ผล แม้จะยังไม่ถูกใจทุกกลุ่ม แต่อย่างน้อยเกษตรกรส่วนใหญ่ก็น่าจะพอใจ เมื่อ กนย. ขยายพื้นที่ช่วยเหลือจาก 10 ไร่ เป็น 25 ไร่"

เขาอธิบายว่า ได้เคยดำเนินการมาเมื่อเดือนม.ค. - มี.ค. 2556 รับซื้อยางไป 2.08 แสนตัน ใช้เงินกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท แต่ราคายางไม่ได้ขยับขึ้น ยางที่เก็บไว้ในสต็อกยังขายไม่ได้ เพราะจะทำให้ราคายางในตลาดต่ำลง กนย.จึงไม่แก้ปัญหาด้วยการแทรกแซงราคาอีก

อุตฯจับเข่าเอกชนร่วมซื้อยางพรุ่งนี้

ส่วนแนวทางการระบายยางพารา วันที่ 10 ก.ย. นี้ นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้นัดผู้ประกอบการผลิตยางรถยนต์ 30 ราย และกลุ่มอุตสาหกรรมถุงมือยาง ยางยืด อีก 30 ราย มาหารือ ว่าผู้ประกอบการจะให้ความร่วมมืออย่างไรได้บ้าง แม้ว่าช่วงนี้ความต้องการสินค้าในตลาดชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี แต่ในส่วนของเอกชนหากต้องการให้รัฐช่วยเหลืออะไร ก็จะมีการเสนอเข้ามาได้ โดยเฉพาะมาตรการจูงใจในการแปรรูปยางพารา

"นายกฯ"กำชับ"ประชา"ดูแลม็อบสวนยาง

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนสมาพันธรัฐสวิส สาธารณรัฐอิตาลี นครรัฐวาติกัน และ สาธารณรัฐมอนเตเนโกร ระหว่างวันที่ 8-15 ก.ย. นี้ ว่าได้กำชับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดูผู้ชุมนุมชาวสวนยางโดยเฉพาะ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการนายกฯ ขณะที่เดินทางไปต่างประเทศ ตนก็จะติดตามสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ด้วยความเป็นห่วงทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องซึ่งทราบภารกิจอยู่แล้ว เชื่อว่าทุกส่วนจะช่วยกันดูแลได้

ถามว่า รัฐบาลจะทำตามข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ของเกษตรกรได้ทันเวลา 7 วันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องยืนยันตามที่คณะกรรมการแก้ไขปัญหายางพารา ที่ได้ไปประชุมร่วมกับเกษตรกรตัวจริง

แกนนำยางย้ำจุดยืนชุมนุม 14 ก.ย. ขอ 95 บาท

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายชาวสวนยางและปาล์มน้ำมัน 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบน วานนี้ (8 ก.ย.) นายสันทัด เดชเกิด แกนนำชาวสวนยาง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตัวแทนเครือข่ายชาวสวนยางและปาล์มน้ำมัน 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบน กล่าวว่า เครือข่ายชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ จะชุมนุมใหญ่วันที่ 14 ก.ย. นี้ คาดว่าจะได้ข้อยุติในข้อเรียกร้อง หลังจากเครือข่ายฯ ได้ประชุมล่าสุดที่ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช และยื่นขอประกันราคายางที่กิโลกรัมละ 95 บาท จากเดิมราคา 90 บาท

สมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางจี้รัฐจ่ายส่วนต่าง

ด้าน นายบุญส่ง นับทอง นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลรับประกันราคาที่ 90 บาทต่อกิโลกรัม จากการสอบถามสมาคมชาวสวนยาง 24 จังหวัดทั่วประเทศเห็นตรงกัน คือ รับได้ที่ 90 บาท แม้จะต่ำกว่าราคาที่สมาคมฯ เสนอไป แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการคือเร่งช่วยเหลือ ว่าจะดำเนินการอย่างไร และให้เร็วที่สุด เนื่องจากเกษตรกรรอการช่วยเหลืออยู่

สำหรับข้อเสนอของสมาคมฯ คือ การจ่ายชดเชยส่วนต่าง ให้ถึงมือเกษตรกรรายย่อยจริงๆ โดยให้เกษตรกรขายผ่านตลาดกลางยางพารา ทั้ง 7 แห่งทั่วประเทศ และตลาดสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง 180 จุด โดยใช้รายชื่อการขึ้นทะเบียนของเกษตรกรรายย่อย ที่มีสวนยางตั้งแต่ 1 ไร่ แต่ไม่เกิน 25 ไร่ต่อครอบครัว

"จากการคำนวณจากราคายางที่ 78 บาทต่อกิโลกรัม ณ วันนี้ รัฐบาลต้องชดเชยกิโลกรัมละ 12 บาท หากคำนวณผลผลิตที่ 270 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี คูณด้วยเงินชดเชย 12 บาทต่อกิโลกรัม คูณด้วย 25 ไร่ หารด้วย 12 เดือน เกษตรกรจะได้เงินชดเชยที่ 6,750 บาทต่อรายต่อเดือน เป็นเวลา 7 เดือน"

การประเมินผลผลิตยางช่วง 7 เดือน ที่ผลผลิตยาง 1 ล้านตัน ใช้เงิน 12,000 ล้านบาท