เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 3 ปีครั้งใหม่ ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นหลังนักลงทุนต่างชาติชะลอการขายลง
ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้
อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพุธ รวมทั้งมีการเตรียมสภาพคล่องสำหรับการนำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลงวดปี 2556 ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.40% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน ทรงตัวที่ 2.50% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 9-13 ก.ย. 2556 จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีมูลค่าเพิ่มรายเดือนผ่านระบบธนาคารในช่วงกลางสัปดาห์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน น่าจะยังทรงตัวใกล้ระดับ 2.50%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.76% ในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 3.72% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับลดลงในช่วงต้นสัปดาห์ จากแรงซื้อของกองทุนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ ก่อนที่จะปรับขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 2.99% ในวันพฤหัสบดี ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับระดับ 2.78% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นหลังวันหยุดเนื่องในวันแรงงาน อย่างต่อเนื่องจากคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีโอกาสที่จะปรับลดขนาดการซื้อพันธบัตรลงในการประชุมเฟดเดือนนี้ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ เครื่องชี้ภาคการผลิต ภาคบริการ รวมทั้ง ข้อมูลการจ้างงาน ออกมาแข็งแกร่ง รวมทั้ง รายงานภาวะเศรษฐกิจ (Beige Book) ระบุถึงพัฒนาการของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ปรับตัวดีขึ้น
ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
ค่าเงินบาท (Onshore)
เงินบาทร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 3 ปีครั้งใหม่ที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ฯ หลังจากที่ได้รับแรงหนุนช่วงสั้นๆ ต้นสัปดาห์จากแรงขายทำกำไรเงินดอลลาร์ฯ ของนักลงทุน ทั้งนี้ เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเกือบตลอดทั้งสัปดาห์ ตามสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียที่เผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออก และความกังวลต่อสถานการณ์ในซีเรีย นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังได้รับแรงหนุนจากสัญญาณแข็งแกร่งของตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ (เช่น ดัชนี ISM ภาคการผลิตและภาคบริการ) ซึ่งหนุนการคาดการณ์การชะลอมาตรการ QE ในการประชุมเฟดวันที่ 17-18 ก.ย.นี้
ในวันศุกร์ (6 ก.ย.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 32.37 หลังอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปีที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.16 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (30 ส.ค.)
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (9-13 ก.ย.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 32.20-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตากระแสการคาดการณ์ต่อสัญญาณชะลอมาตรการ QE ของเฟด รวมถึงผลการลงมติของสภาคองเกรสสหรัฐฯ ต่อข้อเสนอของประธานาธิบดีบารัก โอบามาในการใช้กำลังทางทหารโจมตีซีเรีย ขณะที่ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือนก.ย. ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออก งบประมาณของรัฐบาลกลางเดือนส.ค. สต็อกสินค้าภาคค้าส่ง-ภาคธุรกิจเดือนก.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตาตัวเลขเศรษฐกิจเดือนส.ค. ของจีนอีกด้วย
เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ
เงินยูโรแตะระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์ ท่ามกลางแรงหนุนของเงินดอลลาร์ฯ เกือบตลอดสัปดาห์ จากข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่สดใส (อาทิ ดัชนี ISM ภาคการผลิต/ภาคบริการที่เพิ่มขึ้นมากเกินคาดในเดือนส.ค. ขณะที่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ปรับตัวลงมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด) นอกจากนี้ เงินยูโรยังอ่อนค่าลง หลังประธานธนาคารกลางยุโรปประเมินสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในยูโรโซนอย่างระมัดระวัง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีปัจจัยบวกจากการเป็นสกุลเงินปลอดภัยท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในซีเรียอีกด้วย
เงินเยนอ่อนค่าลง หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด สนับสนุนการคาดการณ์ว่า เฟดอาจเริ่มชะลอมาตรการ QE ในเดือนก.ย. นี้ โดยเงินเยนร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ 100.24 เยนต่อดอลลาร์ฯ สวนทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 3% อย่างไรก็ดี เงินเยนฟื้นตัวกลับมาเล็กน้อยช่วงท้ายสัปดาห์ ก่อนการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ
ในวันศุกร์ (6 ก.ย.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3110 เทียบกับ 1.3220 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (30 ส.ค.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 99.68 เทียบกับ 98.15 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า
ตลาดทุน
ตลาดหุ้นไทย
ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น หลังแรงขายของต่างชาติชะลอลง ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,336.25 จุด เพิ่มขึ้น 3.24% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 9.55% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 34,479.26 ล้านบาท โดยนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ ขณะที่ นักลงทุนรายย่อย บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 339.58 จุด เพิ่มขึ้น 2.92% จากสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ นำโดย หุ้นกลุ่มธนาคาร หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับซีเรียลง ก่อนที่จะปรับลดลงในช่วงต่อมาโดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ของเฟด หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดี อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวอีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์ หลังแรงขายของต่างชาติเริ่มชะลอลง
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 9-13 ก.ย. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนียังคงผันผวน แต่มีโอกาสฟื้นตัวขึ้น โดยต้องติดตามการประชุม FOMC และการประชุม G20 สำหรับรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ยอดค้าปลีก และความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Mich. Consumer Sentiment) ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,303 และ 1,274 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,347 และ 1,380 ตามลำดับ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้น หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่ง โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 14,937.48 จุด เพิ่มขึ้น 0.86% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนในช่วงต้นสัปดาห์หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับซีเรีย ขณะที่ ข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาในระหว่างสัปดาห์ที่ออกมาแข็งแกร่ง ก็ช่วยสร้างมุมมองเชิงบวกต่อนักลงทุน
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น
ดัชนี Nikkei ปรับเพิ่มขึ้น หลังข้อมูลภาคการผลิตของสหรัฐฯ และยูโรโซนที่ออกมาดี โดยเมื่อวันศุกร์ ดัชนี Nikkei ปิดที่ 13,860.81 จุด เพิ่มขึ้น 3.52% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ โดยได้แรงหนุนจากข่าวที่โตเกียวอาจจะได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 รวมทั้งข้อมูลภาคการผลิตในยูโรโซน และสหรัฐฯ ที่ออกมาดี อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเผชิญแรงขายทำกำไรในวันศุกร์ ก่อนการประกาศรายชื่อประเทศที่ได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก และการประกาศข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ







