วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทุนสำรองทรุดรอบ3ปี'ประสาร'ชี้ไทยเสี่ยงต่ำ

เปิดเงินทุนสำรองแบงก์ชาติ!ทรุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี "ประสาร"ยังมั่นใจเศรษฐกิจไทยเสี่ยงต่ำ ล่าสุดบาทอ่อนแตะ 32.43 บาท/ดอลลาร์

รายงานจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวานนี้ (6 ก.ย.) ได้เปิดเผยรายงานฐานเงินและเงินสำรองระหว่างประเทศงวดล่าสุด ณ วันที่ 30 ส.ค. ที่ผ่านมา พบว่า ระดับเงินสำรองฯ ของประเทศไทย อยู่ที่ 168,770.33 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 170,468.55 ล้านดอลลาร์ หรือลดลง 1,698.22 ล้านดอลลาร์

การลดลงของเงินสำรองฯ ครั้งนี้ ถือเป็นการลดลงต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ติดต่อกัน และยังเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี นับจากวันที่ 26 พ.ย. 2553 ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ 168,244.55 ล้านดอลลาร์ โดยการปรับลดลงของระดับเงินสำรองฯ ในครั้งนี้ สอดคล้องกับที่ตลาดการเงินได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า ธปท. ได้เทขายเงินดอลลาร์ออกมา เพื่อดูแลค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่ารวดเร็วเกินไป

ธปท.มั่นใจศก.ไทยเสี่ยงต่ำเงินไหลออก

ขณะที่ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “บทเรียน ความท้าทาย และ กลยุทธ์ ในการรักษาเสถียรภาพ ภายใต้ความผันผวนของการเงินโลก” สรุปว่า ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนจับตามองในการตัดสินใจเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศนั้น แบ่งออกได้ 3 ด้าน คือ

ด้านแรก ได้แก่ ความไร้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยประเทศที่เติบโตบนพื้นฐานของปัจจัยชั่วคราว เช่น การกระตุ้นด้านอุปสงค์ หรือเติบโตจากภาวะ “เงินง่าย” จากปัจจัยภายนอก หรือจากการกู้ยืมจากต่างประเทศที่ไม่สร้างศักยภาพของประเทศในการแข่งขัน จะทำให้ประเทศเหล่านี้เปราะบาง ต่อผลกระทบจากภายนอก หรือวิ่งเข้าสู่ข้อจำกัดในการเติบโตในที่สุด

ส่วนด้านที่สอง คือ ความไร้เสถียรภาพทางการเงิน เพราะหาประเทศมีอัตราเงินเฟ้อสูง เกิดฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ต่างๆ หรือมีการก่อหนี้ที่สูงเกินตัวเรื้อรัง ปัจจัยเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบของประเทศนั้นๆ และทำให้นักลงทุนไม่อยากอยู่ต่อเพราะกังวลว่า ปัญหาเหล่านี้จะนำประเทศเข้าสู่วิกฤติได้

สุดท้ายคือ ความไร้เสถียรภาพด้านสถาบัน เช่น ปัญหาการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมไปถึงความเสี่ยงด้านนโยบายและการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งเหล่านี้จะทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว และลดแรงจูงใจของเงินทุนที่ดีที่จะเข้ามาทำประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจ

นายประสาร กล่าวว่า ในส่วนของไทย ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพที่กล่าวมาทั้งหมดยังอยู่ระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศที่กำลังประสบปัญหาเงินทุนไหลออกรุนแรง ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ ต้องพายามไม่ทำตัวให้เอง ซึ่งยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว แต่กลับถูกมองว่าอยู่ในสถานะเดียวกับประเทศที่ประสบปัญหา เพราะถ้านักลงทุนขาดความเชื่อมั่นแล้ว จะส่งผลกระทบให้เงินทุนไหลออก จนอาจเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า SELF-FULFILLING ซึ่งหมายถึง ความเชื่อนั้นสามารถทำให้เหตุการณ์เกิดขึ้นได้จริง

เขากล่าวว่า ธปท.มีหน้าที่หลักต้องดูแลเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งก็มีแนวทางและขั้นตอนชัดเจน ในการรับมือความผันผวนในระยะสั้นของภาวะการเงินโลก ซึ่งประกอบด้วย การติดตามการเคลื่อนไหวของเงินทุนในปัจจุบันอย่างใกล้ชิด และมองไปข้างหน้าอยู่เสมอ ขณะเดียวกันก็มีการประเมินสถานการณ์และวิเคราะห์ความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจการเงินอย่างรอบด้านในภาพรวม รวมทั้งยังต้องเตรียมความพร้อมของเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามความจำเป็น ซึ่งรวมถึงมาตรการกำกับดูแลเศรษฐกิจผ่านระบบสถาบันการเงิน (MACRO PRUDENTIAL) ด้วย

ด้าน นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า สถานการณ์ความรุนแรงในซีเรียที่อาจลุกลามออกไปเป็นสงครามนั้น อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกแค่ช่วงสั้นเท่านั้น เพราะถ้าดูระยะยาวแล้ว ความต้องการในตลาดโลกไม่ได้เร่งตัวขึ้นมากนัก สะท้อนผ่านการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นจึงไม่ห่วงว่าอุปสงค์น้ำมันจะดันให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นไปมากๆ

"ผลกระทบต่อเรื่องนี้ก็คงแค่ช่วงสั้น เพราะระยะยาวยังต้องดูดีมานด์โลก ดูเศรษฐกิจโลกว่าเป็นอย่างไร เพราะในที่สุดของพวกนี้ก็ต้องขึ้นกับปัจจัยพื้นฐาน เชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันคงไม่รุนแรง เพราะเศรษฐกิจโลกเองก็ทยอยเติบโตช้าๆ ไม่ได้หวือหวา เราจึงไม่ห่วงว่าดีมานด์ตรงนี้จะดันให้ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปสูงๆ จนถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" นายไพบูลย์ กล่าว

บาทอ่อนค่าสุดรอบ 3 ปี 2 เดือน

นักบริหารเงินจากธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทวานนี้ (6 ก.ย.) เปิดตลาดที่ระดับ 32.41-32.44 บาทต่อดอลลาร์ ระหว่างวันเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงไปถึงระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ทำสถิติอ่อนค่าสุดในรอบ 3 ปี 2 เดือน ก่อนจะกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ 32.33 บาทต่อดอลลาร์ และปิดตลาดที่ระดับ 32.38-32.43 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงไปทดสอบระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์เมื่อวานนี้ เพราะตลาดมีการคาดการณ์ถึงการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐ หรือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะอาจจะออกมาดีกว่าที่คาดไว้ ซึ่งจะบ่งชี้ว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจปรับลดมาตรการคิวอีลงได้ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่วนในช่วงบ่ายที่เงินบาทกลับแข็งค่าขึ้น เนื่องจากนักลงทุนมีการขายดอลลาร์ออกมา เพื่อทำกำไรระยะสั้น

สำหรับสัปดาห์หน้าคาดว่าเงินบาทมีโอกาสจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.35-32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีแนวโน้มอ่อนค่าได้อีก หากสามารถทะลุระดับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ไปได้ โดยจะต้องจับตาตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐคืนนี้เป็นหลัก

เดือนส.ค. ขายออก 4.5 หมื่นล้าน

นายสุชาติ ธนฐิติพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (THAIBMA) เปิดเผยว่า ในเดือนส.ค. มีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ค่อนข้างมาก 92,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนที่ครบอายุ 47,000 ล้านบาท และยอดขายสุทธิ 45,000 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการขายตราสารหนี้ระยะสั้น 31,000 ล้านบาท และตราสารหนี้ระยะยาว 14,000 ล้านบาท

จากแรงขายดังกล่าว ส่งผลทำให้ช่วง 8 เดือนแรก มีเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้แล้ว 10,093 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ครบอายุ 324,000 ล้านบาท และเป็นยอดซื้อสุทธิ 314,000 ล้านบาท ทำให้ต่างชาติมียอดถือครองตราสารหนี้สุทธิสิ้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมาเหลืออยู่ 701,000 ล้านบาท จากสิ้นปี 2555 ที่ 710,000 ล้านบาท

"ทำให้เดือนส.ค. ผลตอบแทนของตราสารหนี้ไทยปรับตัวขึ้นมาเฉลี่ย 0.20-0.30% ตลอดทุกช่วงอายุ ซึ่งจะเห็นว่าเงินที่ไหลออกไปส่วนใหญ่จะเป็นเงินในตราสารหนี้ระยะสั้น ที่ครบอายุและขายออกมา ซึ่งส่วนหนึ่งคงเป็นเงินร้อนที่ไหลเข้ามาก่อนหน้าด้วยเช่นกัน" นายสุชาติ ระบุ

ตัวเลขปัจจุบัน ยังเหลือสัดส่วนของตราสารหนี้ระยะสั้นที่ต่างชาติถือครอง 111,000 ล้านบาท จากนี้ไปภาวะการไหลออกของเงินทุนต่างชาติ น่าจะมีแนวโน้มกลับสู่ภาวะปกติ เพราะตราสารหนี้ระยะสั้นทั้งหมด จะทยอยครบกำหนดเฉลี่ยเดือนละ 10,000 ล้านบาท ไปตลอดทุกเดือนจนครบมูลค่า

"แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นภาวะการลงทุนของต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยหลังจากนี้น่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้ว่าเงินลงทุนใหม่อาจจะยังไม่กลับเข้ามา แต่เงินที่จะไหลออกนั้นก็คงชะลอตัวลงสู่ภาวะปกติอีกครั้ง"

ส่วนเงินจะไหลกลับเมื่อไรเป็นเรื่องที่ประเมินได้ยากแต่ต่างชาติที่ลงทุนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เป็นกลุ่มนักลงทุนระยะยาวอยู่แล้ว ซึ่งคงไม่ได้อิงกับปัจจัยดังกล่าว ปัจจุบันสัดส่วนการซื้อขายของต่างชาติ ก็ปกติเฉลี่ย 12-13% ของมูลค่าการซื้อขายรวม

หุ้นพุ่งสวนบาทอ่อน

ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้ ดัชนีปรับขึ้นแรงตามตลาดหุ้นในภูมิภาค ระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นสูงสุดที่ระดับ 1,337.03 จุด ปรับต่ำสุดที่ระดับ 1,312.92 จุด ปิดตลาดที่ระดับ 1,336.25 จุด ปรับขึ้น 22.76 จุด หรือ 1.73% มูลค่าการซื้อขาย 31,665.56 ล้านบาท โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนบวก และยังเป็นผลจากแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นในกลุ่มพลังงาน และหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์

ส่วนภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า ประเด็นสำคัญนอกจากเรื่องการเตรียมใช้กำลังทหารของสหรัฐอเมริกาต่อซีเรีย และประเด็นคิวอีสหรัฐ ยังต้องติดตามปัจจัยภายในประเทศ กรณีการพิจารณาพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ยังไม่ได้ข้อสรุป รวมถึงการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราและสวนปาล์ม ที่มีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น