'พลิศร์' ภิรมย์ภักดี ภารกิจเสริมเขี้ยวเล็บ'สิงห์'

'พลิศร์' ภิรมย์ภักดี ภารกิจเสริมเขี้ยวเล็บ'สิงห์'

80 ปีสิงห์ องค์กรเก่าแก่ ที่ถูกขับเคลื่อนอาณาจักรโดยตระกูล “ภิรมย์ภักดี” พันธกิจทายาท ต้องเสริมแกร่งองค์กรบนสังเวียนการค้าไทยและเวทีระดับโลก

คลุกคลีอยู่ในธุรกิจของตระกูลเก่าแก่ “ภิรมย์ภักดี” ขับเคลื่อนสิงห์มานานเกือบ 2 ทศวรรษ กับหมวกใบใหม่ในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด หนุ่มใหญ่ “เป๊ก พลิศร์ ภิรมย์ภักดี” ที่ต้องเดินหน้าผนึกคู่ค้าหน้าเก่า-ใหม่ ให้มาร่วมขยายอาณาจักรการค้าของสิงห์ให้เติบใหญ่มากขึ้น

ที่สำคัญ เมื่อเครือบุญรอด ประกาศนโยบายชัดว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ Non-alcohol ให้เป็น 30%ภายใน 3-5 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 20% และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ที่ 80% ทำให้เขาต้องเร่งสยายปีกการค้าขายสินค้าใหม่ๆที่ไม่ใช่แค่เบียร์ นั่นคือสินค้าแบรนด์อื่นทั้งในเครือ และนอกเครือ

แน่นอนการจะเพิ่มยอดขายได้ สิ่งสำคัญคือ "เครือข่ายร้านค้า" ซึ่งเป็นช่องทางปลายน้ำที่จะหยิบยื่นสินค้าและบริการให้ถึงมือผู้บริโภค สำหรับบุญรอด แม้จะมีเครือข่ายร้านค้ามากมาย ทว่ายังไม่ครอบคลุมผู้บริโภคเป้าหมายทั่วประเทศ
บอสใหญ่แห่งบุญรอดเทรดดิ้ง จึงเลือกใช้ยุทธวิธีปั้น “Singha World 2013” หรือ สิงห์เวิลด์ ปลุกความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า ร้านค้าส่งค้าปลีกทั่วไทยมาร่วมหัวจมท้ายทำธุรกิจกับบุญรอด บริษัทเก่าแก่ของไทย ที่โด่งดังในเวทีไทย และกำลังก้าวไกลสู่สังเวียนการค้าโลก

“พลิศร์” เล่าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ให้ฟังว่า หลังจากเข้ามากุมบังเหียนธุรกิจ และนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาต้องการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ให้คู่ค้าได้ประจักษ์ในเครือข่ายธุรกิจของบริษัท ว่าสิ่งที่ทำในวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่พะยี่ห้อ “สิงห์” ขายเพียงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทเบียร์เท่านั้น
บุญรอดยังมีหลากหลายแบรนด์ในพอร์ตของตัวเองและพอร์ตชาวบ้าน

“เราต้องการให้คู่ค้า ผู้บริโภคเห็นว่าบุญรอดทำธุรกิจ 360 องศา จากเดิมคนอาจรู้จักเราในฐานะผู้ผลิตเบียร์ โซดาสิงห์”

โดยหยิบยกแบรนด์ดังที่เข้าไปทำตลาดให้อย่าง อิชิตัน ของนักการตลาดคนดังอย่าง “ตัน ภาสกรนที” ,ไวต้ามิก” ของ “เถ้าแก่น้อย” และยังเป็นตัวแทนจำหน่ายเบียร์อาซาฮี ยักษ์เครื่องดื่มแดนปลาดิบ ,JINRO โซจูจากเกาหลี และน้ำแร่ FIJI เป็นต้น

เขายังมุ่งมั่นจะเจรจากับพาร์ทเนอร์เพื่อดึงแบรนด์ใหม่ๆนอกเครือมาเสริมทัพธุรกิจการ “ขาย” ให้แข็งแกร่งมากขึ้น จากปัจจุบันมีสินค้าในพอร์ต 29 แบรนด์ 50 รายการ (SKU) ในจำนวนนี้เป็นสินค้านอกเครือไม่ถึง 10%
"บริษัทจึงเร่งเครื่องวิจัยและพัฒนาสินค้าเพื่อสินค้าอีกหลายรายการในสต๊อก โดยผนึกกับพันธมิตรก็มีสินค้านับสิบแบรนด์ที่จะเห็นในอนาคตอันใกล้"

นี่เป็นเพียงหนึ่งมรรควิธีที่จะปลุกความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้ารายเก่า และจูงใจคู่ค้าใหม่ๆ ให้เข้ามาร่วมธุรกิจกับบุญรอด เติบโตคู่ขนานทั้งบุญรอดและพาร์ทเนอร์

ไม่เท่านั้น บริษัทเก่าแก่อย่างบุญรอด ยังพร้อมลุยธุรกิจใหม่ๆ (Diversify) ขยายสู่เซ็คเตอร์ที่ไม่เคยทำ ทั้งบริษัทสหภาพดนตรี การมีสโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส เอฟซี เหล่านี้ จะถูกนำมาเป็นพลังเสริม (Synergy) ให้ธุรกิจในเครือ และเอื้อธุรกิจแก่คู่ค้า ภายใต้กลยุทธ์ Sport และ Music Marketing ไม้เด็ดกระตุ้นยอดขายทั้ง 2 ฝ่าย ให้ Win win ทั้งคู่

เป็นการเสริมเขี้ยวเล็บให้คู่ค้าอย่างครบครัน !!

แม้พลิศร์ จะพยายามย้ำว่าเจตนาของกิจกรรม Singha World 2013 ไม่มุ่งเป้าเรื่องยอดขาย แต่ต้องการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Awareness)มากกว่า หากแต่ทางอ้อม ย่อมหนีไม่พ้นผลพลอยได้ทางธุรกิจ

“เราต้องการให้คู่ค้า ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสทุกแง่มุมของสิงห์”

พร้อมย้ำใจความสำคัญว่า ต้องการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นสิงห์ ที่มีตัวชูโรงอย่าง "เบียร์สิงห์" จำหน่ายใน 50 ประเทศทั่วโลก กระทั่งการมีโอกาสไปเป็นสปอนเซอร์หลักให้สโมสรฟุตบอลชื่อกระฉ่อนอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเชลซี การหนุนทีม Red Bull Racing ในการแข่งฟอร์มูล่า วัน (F1)

เมื่อการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าเปรียบเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของธุรกิจ ใครยึดหัวหาดร้านค้าได้มาก โอกาสขายก็มาก ยิ่งกว่านั้นการผูกมิตร จะช่วย “เตะสกัด” คู่แข่งได้ด้วย

ดังนั้น พลิศร์ จึงตั้งเป้าหมายว่า กลางปี 2557 จะ “กินรวบ” ร้านค้า “ย่อย” ได้ครบ 2 แสนราย จากปัจจุบันมีเพียง 8 หมื่นราย มีเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายระดับ “บิ๊ก” 250 ราย ร้านค้าส่งอีก 1.2 หมื่นร้าน ด้วยเครือข่ายจำนวนนี้ยังทำให้สิงห์ ครองแชมป์เบียร์ไทยด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 70% แล้ว

หากบรรลุเป้าหมายในการขยายร้านค้าย่อย 2 แสนรายได้ นั่นย่อมทำให้สิงห์ “แกร่งกล้า” ยิ่งขึ้น
แม้จะรู้ดีกว่าจะต้องต่อกรกับ “อริ” ตลอดกาลอย่าง “ไทยเบฟ” แต่นั่นกลับไม่ใช่ความท้าทาย หรือเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขวางทาง แต่สิ่งที่ Challenge กว่า แม่ทัพใหม่คนนี้บอกว่า..

“ความท้าทายที่สุดคือตัวผมเอง เราต้องพัฒนาตัวเอง” และนี่เป็นสิ่งที่ผู้บริหารสิงห์ตอกย้ำมาโดยตลอด ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบใหญ่ได้ด้วยตัวเอง ที่สำคัญไม่ว่าสิงห์จะ Success แค่ไหน ผ่านพ้นวิกฤติมาได้อย่างไร

“จงอย่าลืมที่มาของความเป็นสิงห์”

ดังนั้นสิ่งที่เป็นเป้าหมายของเขาจึงไม่ใช่แค่การเสริมเขี้ยวเล็บให้สิงห์แข็งแกร่งด้วยการมีคู่ค้าครอบคลุมทั่วประเทศ แต่เมื่อสิงห์มีวันนี้ได้เพราะคนไทย เขาจึงให้คำมั่นสัญญาจะมุ่งมั่นนำเสนอสิ่งที่ดีสู่ผู้บริโภคชาวไทย

“อยากเห็นสิงห์เป็นแบรนด์ไทย ที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ด้วยการก้าวขึ้นสู่เวทีโลกให้กว้างไกลกว่านี้ และกลายเป็นบริษัทสากลที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ตลอดจนการพัฒนาสินค้าและบริการที่ดี ตอบสนองความไว้วางใจจากผู้บริโภคชาวไทยที่มีให้กับสิงห์มาโดยตลอด”