"ไออาร์พีซี"คาดภาพรวมผลประกอบการปีนี้ฟื้นมีกำไรจากปีก่อนที่มีผลขาดทุน เหตุอัตราค่าการกลั่นเฉลี่ยดีขึ้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่ง
นายอธิคม เติบศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) กล่าวว่าภาพรวมผลประกอบการปีนี้ บริษัทจะมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยจะพลิกเป็นกำไรจากงวดปีก่อนที่ขาดทุน 958 ล้านบาท ขณะที่รายได้ปีนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ 2.88 แสนล้านบาท และน่าจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ โดยเฉพาะงวดครึ่งปีหลังมีปัจจัยหนุนได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้ปิโตรเลียมเพิ่ม และส่วนต่างผลิตภัณฑ์โดยเฉพาะสินค้าปิโตรเลียม (GRM) เพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง คาดจะอยู่ที่ประมาณ 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกที่อยู่ 6-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งผลให้ทั้งปีค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันระดับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น
รวมทั้งการที่บริษัทได้ติดตั้งตัวกำจัดสารปรอททำให้สามารถใช้น้ำมันดิบในประเทศในการกลั่นได้มากขึ้น จากเดิมที่อยู่ 6-7 พันบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 2 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ซึ่งเมื่อรวมกับราคาน้ำมันดิบในตลาดที่ปรับสูงขึ้นจะทำให้ได้รับผลตอบแทนทั้งปีดีขึ้น
บริษัทได้เพิ่มกำลังการผลิตในส่วนของผลิตภัณฑ์สไตรีน โมโนเมอร์ (SM) ออกสู่ตลาดได้เพิ่มขึ้นอีก 6 หมื่นตันต่อปี จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 2 แสนตัน/ปี รวมเป็นกำลังการผลิตล่าสุดที่ 2.6 แสนตัน/ปี ขณะนี้เดินเครื่องกำลังการผลิตแล้วทั้ง 100% ส่งผลให้บริษัทมีวอลุ่มรองรับการผลิตได้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับภาวะตลาดขาขึ้นของผลิตภัณฑ์สไตรีน โมโนเมอร์ และบริษัทยังรับรู้รายได้และกำไรพิเศษ จากการขายที่ดินเปล่าในจังหวัดระยอง มูลค่ารายได้ที่ประมาณ 1 พันล้านบาท ส่วนแนวโน้มราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะอยู่ที่ 105-107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มสูงขึ้นจากครึ่งปีแรกที่อยู่ 104 ดอลลาร์ต่อบาเรล
"บริษัทมั่นใจครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งแรก ซึ่งไตรมาส 3 ทั้งรายได้และกำไรชัดเจน โดยเฉพาะอีบิทด้าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจัยหนุนเบื้องต้น แม้ธุรกิจโรงกลั่นไม่ดีนัก โดยเฉพาะแก๊สโซลีนครึ่งปีหลังอยู่ในระดับที่ต่ำ จากส่วนต่างเคยอยู่ที่ 14-15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตอนนี้ก็เหลือ 8-9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและน้ำมันเตาอยู่ที่ประมาณ 13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่บริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันเตาไว้แล้ว"นายอธิคมกล่าว
ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะต้องบันทึกขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง เนื่องจากก่อนหน้าบริษัทได้ปรับหนี้สกุลเงินต่างประเทศเป็นสกุลดอลลาร์ ทำให้ปัจจุบันมีหนี้รวม 4.4 หมื่นล้านบาท เป็นสกุลเงินบาท 46% ส่วนสกุลดอลลาร์ 54%
แต่การที่บริษัทมีรายได้เป็นสกุลเงินดอลลาร์ การบันทึกขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจึงไม่ได้มีนัยสำคัญต่อภาพรวมผลประกอบการของบริษัท ขณะเดียวกันช่วงค่าเงินบาทที่อ่อนค่า บริษัทพยายามที่จะลงทุนโดยการใช้สกุลเงินดอลลาร์ให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทมีโครงสร้างรายได้มาจากธุรกิจโรงกลั่น 65% ปิโตรเคมี 35% ส่วนสัดส่วนอีบิทด้า โรงกลั่น 50% และปิโตรเคมี 50%







