หมดแรงดันรถคันแรก! แนวโน้มธุรกิจประกันครึ่งปีหลังแผ่ว แถมเจอหลายปัจจัยรุมเร้า "หุ้นร่วง-บาทอ่อน" คาดเต็มที่ทั้งปีโตได้แค่ 15%
นายพุทธิพงษ์ ด่านบุญสุต กรรมการและกรรมการที่ปรึกษาคณะกรรมการประกันภัยทางทะเลและโลจิสติกส์สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้ให้ความคิดเห็นถึงภาพรวมของตลาดประกันวินาศภัยไทยในครึ่งปีแรกยังเจริญเติบโตได้ดีอยู่ เพราะผลพวงมาตรการรถยนต์คันแรก ซึ่งมีอัตราการเติบโตดีมาตั้งแต่กลางปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงกลางปีนี้ เนื่องจากโครงการรถยนต์คันแรก มีการสร้างดีมานด์ในอนาคตทำให้ในอดีตมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด พอถึงไตรมาส3 ของปีนี้ หรือ ครึ่งปีหลัง ดีมานด์ได้ถูกใช้ไปหมดแล้วกับโครงการรถยนต์คันแรก ทำให้ไตรมาส3 ของปีนี้น่าจะมีอัตราการชะลอ บวกกับเศรษฐกิจไทยถดถอย ขาดดุลเงินสดถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้การใช้จ่ายภาคเอกชนชะลอตัวลง การเติบโตของจีดีพีของไทยก็หดตัวเช่นเดียวกัน จากเดิมตั้งใจว่าจะมี 4-5% ตอนนี้ก็ลดลงมาเหลือ 2.8-3% เท่านั้น ทำให้ภาคธุรกิจประกันภัยในครึ่งปีหลังเติบโตได้ไม่มากนัก
ในขณะที่การชะลอนำเข้าสินค้าทุนก็ทำให้การประกันภัยทรัพย์สินคงไม่โตอย่างที่คาดหวังไว้ การเติบโตมากก็จะเป็นประกันภัยทางทะเล เพราะค่าเงินบาทอ่อนค่า การส่งออกก็จะดี ส่งออกก็ดี ประกันภัยทางทะเลก็ดี ประกันกับขณะนี้ เบี้ยภัยสงคราม ที่เกิดขึ้นประกอบกับขณะนี้เบี้ยภัยสงคราม ที่เกิดขึ้นในไนซีเรีย อ่าวเปอร์เซีย คลองสุเอซ เนื่องจากปรากฏการณ์ในอียิปต์ ทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยทางทะเล และทางสงครามสูงขึ้น เพราะฉะนั้นในครึ่งปีหลังทุกตัวน่าจะชะลอตัวลงหมด ยกเว้นประกันภัยทางทะเล
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่เข้ามากระทบต่ออุตสาหกรรมประกันภัยครึ่งปีหลังด้วยอย่างกรณีของสหรัฐอเมริกา ที่ได้ชะลอ มาตรการ QE (Quantitative Easing) มาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณ อาจทำให้ตลาดหุ้นได้รับผลกระทบ ในขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าอย่างเร็ว ณ ปัจจุบัน แต่ที่ระดับกว่า 32 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐแล้ว จึงทำให้รายได้จากการลงทุนในครึ่งปีหลังลดลง บวกกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับตัวลดลงมาต่ำกว่า 1,300 จุดแล้ว จากก่อนหน้านี้เคยอยู่ที่กว่า 1,400 จุด หากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1,400 จุด ผลการดำเนินงานของประกันที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็จะได้รับผลกระทบน้อยในไตรมาส 4 เพราะกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงแรงส่งผลกระทบต่อราคาหลักทรัพย์ลดลงไปด้วย ทำให้ต้องตั้งสำรองเพิ่ม ซึ่งประเด็นนี้จะเห็นตั้งแต่ไตรมาส3 เป็นต้นไป
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ประเมินธุรกิจประกัน ครึ่งปีหลังไปถึงปีหน้า ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยประกันชีวิตอาจโตเหนือกว่าประกันวินาศภัยเล็กน้อย โดยเฉพาะช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายที่ประชาชนจะซื้อ เพื่อนำมาใช้หักลดหย่อนภาษี แม้ว่าสัญญาณเศรษฐกิจอาจจะชะลอตัว แต่มองว่าธุรกิจประกันภัยยังมีความจำเป็นอยู่ จึงเชื่อว่าธุรกิจประกันภัยโดยรวมทั้งปี เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้
โดยคาดว่าจะมีเบี้ย ประกันภัยรับ 6.6 แสนล้านบาท เติบโตประมาณ 16% แบ่งเป็นธุรกิจประกันชีวิต 4.49 แสนล้านบาท เติบโต 18% และธุรกิจประกันวินาศภัย 2.11 แสนล้านบาท เติบโต 15% และมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัย ต่อจีดีพี อยู่ที่ 5.38% ในขณะที่ครึ่งปีแรก ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทั้งสิ้น 313,256 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.36% แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยจากธุรกิจประกันชีวิต จำนวน 212,689 ล้านบาท ขยายตัว 16.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะประชาชนมีความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการประกันชีวิตมากขึ้น ประกอบกับแนวโน้มอายุขัยของประชากรที่มีค่าเฉลี่ยสูงขึ้น ทำให้ประชาชนหันมาสนใจการประกันชีวิตแบบบำนาญและประกันสุขภาพมากขึ้น
ส่วนธุรกิจประกันวินาศภัย มีเบี้ยรวมทั้งสิ้น 100,567 ล้านบาท ขยายตัว 18.81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกันภัยรถมีเบี้ยประกันภัยรับสูงสุด จำนวน 59,613 ล้านบาท ขยายตัว 21.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รองลงมาการประกันภัยเบ็ดเตล็ด จำนวน 32,299 ล้านบาท ขยายตัว 16.94%








