เงินบาทอ่อนใกล้เคียงกับภูมิภาค & สำรองเงินตราต่างประเทศต่อ GDP ยังแข็งแกร่ง
ค่าเงินภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนก.ค.56 ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศมีการปรับพอร์ตการลงทุนทั้งในหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในภูมิภาคนี้
หลังจากมีกระแสคาดการณ์ว่าเฟดจะลด QE ตั้งแต่เดือนก.ย.56 เป็นต้นไปและไปยุติโครงการในกลางปี 57 และอุปสงค์ภายในของประเทศในเอเชียซบเซาลง รวมทั้งภาคส่งออกฟื้นตัวช้า การอ่อนตัวของค่าเงินนำโดยอินเดีย ซึ่งค่าเงินอ่อนลงไปแล้วราว 22%YTD เพราะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก และการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบเป็นลบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากอินเดียขาดดุลจากน้ำมันคิดเป็น 57% ของการขาดดุลการค้าทั้งหมดของอินเดีย ตามมาด้วยอินโดนีเซียที่ค่าเงินอ่อนลง 17%YTD
โดยเป็นผลจากเศรษฐกิจที่ซบเซาและทางการใช้สำรองเงินตราต่างประเทศไปปกป้องค่าเงินมากจนกระทั่งสำรองเงินตราต่างประเทศลดลงเหลือเพียง 11% ของ GDP ส่วนค่าเงินของประเทศอื่นๆ ในเอเชียอ่อนตัวลดหลั่นกันไปตามฐานะเศรษฐกิจและการบริหารงานของธนาคารกลางแต่ละประเทศ แต่อยู่ในทิศทางที่อ่อนค่าเหมือนกันเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในเชิงการแข่งขันทางการค้า ยกเว้นค่าเงินหยวนของจีนและดอลลาร์ฮ่องกงที่ค่อนข้างทรงตัวตามนโยบายของทางการจีน สำหรับไทย ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง 5%YTD น้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่ 7.6% แต่เท่ากับค่า Median ที่ 5% ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ดี โดยไทยมีสำรองเงินตราต่างประเทศคิดเป็น 47% ของ GDP สูงกว่าค่า Median ที่ 31%
ใครได้ ใครเสีย จากบาทอ่อน? หลักทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า คือ กลุ่มที่มีรายได้สุทธิอยู่รูปดอลลาร์ เช่น กลุ่มส่งออก, กลุ่มที่มีฐานลูกค้าในต่างประเทศ หลักทรัพย์เด่นเป็น DELTA (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 56 บาท), HANA (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 22 บาท), KCE (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 17 บาท), THCOM (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 42.50 บาท), STPI (แนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 27.90 บาท)
ส่วนหลักทรัพย์ที่ถูกกระทบทางลบจากเงินบาทอ่อนค่า คือ บริษัทที่มีหนี้ต่างประเทศมากและยังไม่ได้ทำประกันความเสี่ยง เช่น THAI (แนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 16 บาท) และบริษัทที่มีการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมากแต่มีตลาดหลักอยู่ในประเทศ เช่น TVO (แนะนำขาย ราคาเป้าหมาย 16.70 บาท) เป็นต้น สำหรับกลุ่มพลังงาน & ปิโตรเคมี ถึงแม้ว่าจะมีรายได้อิงกับเงินตราต่างประเทศ โดยหลักเป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็มีหนี้ต่างประเทศที่ส่วนใหญ่เป็นดอลลาร์สหรัฐเช่นกัน จึงเป็นการประกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Natural Hedge) ไปแล้ว








