"คีรี"เปิดแผนงานบีทีเอส เร่งสร้างบุคลากร-วางแผนการเงิน พร้อมลุยธุรกิจรถไฟฟ้าในประเทศช่วง 10 ปีข้างหน้าเต็มที่ ลุยรถไฟ 4 สาย 1.2 แสนล้าน
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)(BTS) ให้สัมภาษณ์"กรุงเทพธุรกิจ"ว่า ขณะนี้บีทีเอสมีความพร้อมที่สุดสำหรับการลงทุนรถไฟฟ้า ที่ภาครัฐจะมีการเปิดประมูลใน 10 เส้นทาง โดยบีทีเอสได้เตรียมพร้อมทั้งในด้านฐานเงินทุนและกำลังคนเพียงพอสำหรับการลงทุนได้ถึง 4 สาย ซึ่งคาดจะใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึง 1-1.2 แสนล้านบาท
ส่วนเงินทุนปัจจุบันบีทีเอสมีเงินสดในมืออยู่ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มาจากการตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บีทีเอส โกรท แต่ละปียังจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามา ขณะที่บริษัทไม่มีหนี้เลย ทำให้มีความสามารถที่จะกู้ ใช้เครดิตไลน์ หรือทำโปรเจคไฟแนนซ์กับสถาบันการเงินได้
นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัท ยังอนุมัติออกใบสำคัญแสดงสิทธิ์ซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนท์) ที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ครั้งที่ 3 (BTS-W3) ไม่เกิน 3.97 พันล้านหน่วย จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (RO) ฟรี สัดส่วน 3:1 มีอายุ 5 ปี แต่กำหนดให้ใช้สิทธิได้หลังครบ 3 ปี ที่ราคา 12 บาทต่อหุ้น หากประเมินมีผู้ใช้สิทธิ์ครบ จะทำให้มีเงินเข้ามา 4.7 หมื่นล้านบาท
การออกวอร์แรนท์ล็อตใหญ่ครั้งนี้ เป็นการวางแผนรองรับความต้องการใช้เงินลงทุนในอนาคต เพื่อไม่ให้ต้นทุนทางการเงินสูงเกินไป สามารถแข่งขันได้ และทำให้บริษัทมีผลตอบแทนการลงทุนในระดับที่เหมาะสม เพราะโครงการรถไฟฟ้า ไม่ใช่โครงการที่สามารถตั้งผลตอบแทนการลงทุน หรือ ไออาร์อาร์ที่สูงได้ในระดับ 20% เหมือนการลงทุนประเภทอื่น เพราะเป็นโครงการที่กระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชน แต่ต้องให้สูงกว่าต้นทุน หรืออย่างน้อย 8% บริษัทจึงต้องทำให้ต้นทุนการดำเนินงานอยู่ในระดับต่ำ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์แบบวินวิน (WIN-WIN)
"การออกวอร์แรนท์โดยกำหนดราคาที่ 12 บาท ไม่ใช่เรื่องการดันราคาหุ้น แต่เพื่อแสดงความมุ่งมั่นของบริษัทให้ผู้ถือหุ้นเห็นว่า บริษัทตั้งใจสร้างการเติบโต เพราะกว่าจะใช้สิทธิเร็วสุดปีที่ 4 ถึงวันนั้นผู้ถือหุ้นก็จะเห็นแล้วว่าบริษัทมีการเติบโตในทิศทางใด ควรจะใช้สิทธิหรือไม่"
ส่วนการเตรียมพร้อมเรื่องบุคลากร บีทีเอสได้สร้างบุคลากรทั้งงานด้านวิศวกรรม และงานบริการตามสถานีต่างๆ ด้วยการจัดอบรมตั้งแต่ที่ยังไม่เป็นอะไรเลย จนทำงานได้ มีทั้งพนักงานใหม่ และพนักงานเก่าที่ต้องเรียนรู้ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น ซึ่งการเตรียมความพร้อมเรื่องคน ต้องใช้เวลา ไม่สามารถสร้างได้ทันที จึงต้องทำตลอดเวลา
"การเตรียมความพร้อมของบีทีเอส มองไกลถึง 10 ปีข้างหน้าว่า อยากเห็นธุรกิจรถไฟฟ้าไปทางไหน เราอยากจะเห็นโครงข่ายรถไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ ในส่วนของบีทีเอส จากประสบการณ์ ฐานะทางการเงิน และบุคลากร บีทีเอสมีความพร้อมที่จะลงทุนได้สูงสุดถึง 4 สาย ความต้องการใช้เงินลงทุนอาจไปถึง 1-1.2 แสนล้านบาท เป็นสิ่งที่ชีวิตนี้อยากจะเห็น ก่อนที่จะเกษียณอายุการทำงานจริง"
สำหรับธุรกิจหลักที่เหลืออีก 3 ธุรกิจ คือ อสังหาริมทรัพย์ สื่อโฆษณา และการให้บริการ (บัตรสมาร์ทการ์ด และการบริหารโรงแรม) ก็จะยังเติบโต ในส่วนอสังหาฯบริษัทยังไม่เน้นการลงทุนสร้างคอนโดมิเนียมใหม่ เพราะปัจจุบันปริมาณในตลาดยังมีจำนวนมาก และที่ดินของบริษัทที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทนั้น เป็นที่ดินที่ไม่มีภาระ จึงไม่จำเป็นต้องเร่งในธุรกิจนี้ แต่ไม่ใช่การชะลอลงทุน เพียงแต่เน้นลงทุนส่วนที่มั่นใจจริงๆ เพื่อให้ธุรกิจโตแบบมั่นคง ไม่มีความเสี่ยง
สำหรับบริษัทวีจีไอ (VGI) ซึ่งทำธุรกิจสื่อโฆษณา จะเป็นธุรกิจที่เติบโตสูงระดับ 40% แม้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอาจจะชะลอ และส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ ปรับลดงบโฆษณา แต่จะปรับลดในส่วนของสื่อที่มีราคาแพง เช่น สื่อโทรทัศน์ แล้วหันมาใช้สื่อที่มีราคาถูกเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสร้างการเติบโตได้
เขากล่าวต่อว่า แม้บริษัทจะเน้นการเติบโตในประเทศ แต่ไม่ได้ทิ้งโอกาสในต่างประเทศ โดยยังมองหาโอกาสการเข้าไปมีส่วนร่วมลงทุนธุรกิจรถไฟฟ้าในต่างประเทศ ที่ผ่านมาเข้าไปดูลู่ทางในหลายประเทศ ทั้ง พม่า เวียดนาม ลาว กัมพูชา แต่ยังไม่มีแผนที่ชัดเจน
ล่าสุดบริษัทได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท พีที จาการ์ต้า โมโนเรียล ในโครงการสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรลในกรุงจาการ์ตา ของอินโดนีเซีย 2 เส้นทางระยะทางรวม 29กม.โดยโครงการนี้บริษัทจะเป็นแค่ผู้รับจ้างบริหาร และอาจถือหุ้นบางส่วนไม่เกิน 30% บีทีเอสจะไม่ไปลงทุนเองในต่างประเทศ
เขายั้งย้ำว่า บีทีเอสจะดำเนินธุรกิจเชิงรุก ในสิ่งที่ตัวเองถนัด และมั่นใจเท่านั้น ยังไม่มีแผนขยายการลงทุนไปสู่ธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่ 4 ธุรกิจหลัก ที่ผ่านมาเคยมีคนมาชวนไปลงทุนประมูลดิจิทัลทีวี แต่บีทีเอสคงไม่กระโดดเข้าไป เพราะแม้จะเป็นธุรกิจสื่อ แต่เป็นคนละแนวทางกับธุรกิจที่วีจีไอทำอยู่
สำหรับผลการดำเนินงานปีนี้ มั่นใจรายได้จะเติบโตตามเป้า โดยส่วนของรายได้จากธุรกิจรถไฟฟ้าตั้งเป้าโต 7% จากจำนวนผู้โดยสารที่เติบโต และในส่วนของรายได้จากธุรกิจสื่อจะเติบโต 40%








