เตือน 3 ปัจจัยเสี่ยงกดดันตลาดหุ้น ชี้เงินนอกเสี่ยงออกเพิ่ม 6 หมื่นล้าน จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ตามด้วยเงินแอลทีเอฟ ปี"52 อีก 5 หมื่นล้าน
นายประกิต สิริวัฒนเกต ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธการลงทุน บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงที่จะกดดันตลาดหุ้นที่จะทำให้ดัชนีหุ้นไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้นั้น จะมี 3 ปัจจัยหลัก โดยปัจจัยหลักคือเงินทุนต่างชาติ ที่ยังมีความเสี่ยงที่จะไหลออกต่อเนื่อง รวมถึงเงินลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟในปี 2552 ที่ครบกำหนดขายในปีนี้ และเงินกองทุนที่ไหลเข้ามาตั้งต้นปีที่ผ่านมา
"ใน3ปัจจัยนั้น ปัจจัยเสี่ยงที่ดูมีน้ำหนักมากที่สุด น่าจะเป็นเงินทุนต่างชาติ ที่ยังมีโอกาสไหลออกต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่จะทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม ทิป (ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์) รวมถึงการฟื้นตัวของสหรัฐ ที่จะส่งผลกดดันให้เงินทุนไหลออกมาต่อเนื่อง"
เงินทุนต่างชาตินั้น เท่าที่ฝ่ายวิจัยเอเซียพลัสทำการสำรวจ โดยใช้วิธีการนำเงินที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นในไทยปี 2551 หลังวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนต่างชาติล้างพอร์ตการลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด ใช้วิธีการนำเงินที่ไหลเข้าบวกด้วยกำไรในการปรับตัวขึ้นของดัชนีหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จะพบว่า นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิหุ้นไทยในปี 2551 ถึงวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมาสูงสุดถึง 3.13 แสนล้านบาท
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาต่างชาติขายสุทธิกว่า 1.3 แสนล้านบาท จากยอดการถือครองที่ 3.13 แสนล้านบาท ซึ่งขายออกมาแล้ว 64% ของยอดซื้อสะสมทั้งหมด โดยฝ่ายวิจัยของเอเซียพลัสมองว่า การเทขายของนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้น่าจะไม่เกิน 70% ของหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติถืออยู่ที่ให้มีความเสี่ยงที่นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นออกมาเพิ่มเติมประมาณ 3-6 หมื่นล้านบาท
นอกจากปัจจัยเงินทุนต่างชาติแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เงินลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่เข้ามาซื้อหุ้นในปี 2552 และครบกำหนดการขายปีนี้ ยังไม่ได้ขายออกมาจำนวนถึงมาก และคาดจะมีประมาณ 50,000 ล้านบาท เพราะช่วงต้นปีตลาดหุ้นอยู่ในภาวะที่ปรับตัวได้ดี ทำให้เงินเหล่านี้ไม่ถูกขายออกมา ซึ่งทำให้กลายเป็นความเสี่ยงในปัจจุบัน โดยเงินที่อยู่ในกองทุนแอลทีเอฟ และพร้อมที่จะขายออกมาทุกเมื่อหากตลาดหุ้นฟื้นตัว
ปัจจัยเสี่ยงที่จะเข้ามากดดันตลาดทุนอีกคือ การเข้าซื้อหุ้นของกองทุนสถาบันที่ซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นกองทุนแอลทีเอฟ หรือกองทุนรวมหุ้น โดยเฉพาะกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ ที่มีออกมาจำนวนมากในปีนี้ และช่วงหลังที่ดัชนีหุ้นผันผวน หลายกองทุนที่อยู่ในภาวะขาดทุนหนัก ซึ่งยังมีกองทุนทริกเกอร์ฟันด์ที่ยังไม่ทริกเกอร์อีก 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งอยู่ในภาวการณ์ขาดทุน และต้องเร่งทำกำไรกลับมา จึงเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะกดดันตลาดหุ้นรอบนี้
ด้านบล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า การที่บล.ได้มีโอกาสพบนักลงทุนสถาบันมากกว่า 50 กองทุนทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเลเซียเพื่อให้ข้อมูลประเทศไทยกับ และอธิบายถึงปัจจัยลบที่เกิดขึ้นใน 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทั้งปัจจัยพื้นฐานของประเทศ ปัญหาทางการเมือง และหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้น
"พบว่านักลงทุนสถาบัน ไม่เชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยตอนนี้ และกำลังให้ความสนใจกับความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว รวมถึงการถดถอยทางเทคนิคของเศรษฐกิจไทย ส่วนพ.ร.บ.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ต่างชาติยังไม่กังวลกับระดับหนี้ที่จะเพิ่มขึ้นจากการกู้เงินมากนัก เพราะหนี้ยังต่ำกว่า 50% ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าระดับที่กฎหมายกำหนดที่ 60 % ของจีดีพี แต่ให้ความสนใจกับกระแสข่าวที่ออกไปยังต่างประเทศว่าอาจไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะถูกตัดสินว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ
ต่างชาตินั้นให้ความสนใจเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลไตรมาส 2 ซึ่งบริษัทมองว่า น่าจะเกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรและสินค้าทุนสูงในต้นปีนี้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคการส่งออก และช่วยไม่ให้ขาดทุนมากเกินไป แม้ปัจจุบันค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่องและภาคการท่องเที่ยวยังเติบโตแข็งแกร่ง แต่เศรษฐกิจโลกน่าจะมีบทบาทสำคัญต่อเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า การที่ไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงนั้น เป็นเหตุผลหนึ่งที่จะช่วยให้ปัจจัยการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่น่ากังวลในขณะนี้






