โบรกฯประสานเสียงเดือน ก.ย. หุ้นร่วงต่อ แนะจับตามาตรการ QE ของเฟด-ศก.ในประเทศ คาดกรอบเคลื่อนไหว 1,150-1,403 จุด
นายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า จากสถิติช่วงเดือนกันยายน 10 ปีย้อนหลัง พบว่า ทิศทางดัชนีส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวในแดนบวกมากกว่าแดนลบ แต่ด้วยปัจจัยลบที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญอยู่ในปัจจุบันทั้งความไม่ชัดเจนจากมาตรการ QE ของสหรัฐ,สถานการณ์ความร้อนแรงระหว่างสหรัฐและซีเรีย ที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลก ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญกับความกดดันในเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศด้วย จึงทำให้แนวโน้มตลาดหุ้นในเดือนกันยายนน่าจะเคลื่อนไหวในแดนลบ
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐในเดือนกันยายน ว่าจะมีมาตรการและความชัดเจนเรื่อง QE อย่างไร, สถานการณ์ความร้อนแรงระหว่างชาติตะวันตกกับซีเรีย รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล 4 ข้อที่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ด้วย ว่าจะเดินหน้าได้จริงจังมากแค่ไหน และพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หากสามารถเดินหน้าได้ก็จะเป็นปัจจัยบวกกับตลาดหุ้นไทย
กลยุทธ์การลงทุน หากดัชนีมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว หุ้นในกลุ่มบิ๊กแคป ถือเป็นกลุ่มที่น่าลงทุนมากที่สุด อาทิ กลุ่มพลังงาน ได้แก่ PTT, PTTEP กลุ่มสื่อสาร อาทิ INTUCH และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อาทิ CK, STEC และ ITD
โดยประเมินแนวรับแรกที่ 1,233 จุด แนวรับถัดไปที่ 1,208 จุด และแนวต้านแรกที่ 1,375 จุด แนวต้านถัดไปที่ 1,403 จุด
อย่างไรก็ตาม บล.โนมูระ พัฒนสิน ได้ปรับลดเป้าดัชนีสิ้นปีนี้ลงเหลือ 1,500 จุด จากประมาณการณ์เดิมที่ 1,632 จุด
ด้านนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเวีย พลัส กล่าวว่า ในช่วงเดือนกันยายนถือเป็นเดือนที่นักลงทุนต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากน่าจะมีความชัดเจนในเรื่องต่างๆ ช่วงเดือนนี้ ทั้งสถานการณ์ความร้อนแรงระหว่างสหรัฐและซีเรีย ว่าจะมีการโจมตีกันอย่างที่หลายฝ่ายกังวลหรือไม่, การประชุมธนาคารกลางสหรัฐที่จะมีขึ้น ว่าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับ QE อย่างไร จะเดินหน้าต่อ ชะลอ หรือ ยกเลิก รวมถึงการเลือกตั้งครั้งใหญ่ของเยอรมนี ซึ่งจะมีผลต่อวิกฤตการเงินในยุโรปด้วย
ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังคงกดดันตลาดหุ้นอยู่ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และแรงขายของนักลงทุนต่างชาติซึ่งจากการประเมินตามการรายงานตัวเลขของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คาดว่าจะมีแรงขายออกมาต่อเนื่องอีกประมาณ 20,000 - 40,000 ล้านบาท แต่ถ้าเป็นตัวเลขที่บริษัทวิเคราะห์จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 - 60,000 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ หากประเมินตามวิธีการสมการถดถอย ประเมินได้ว่าดัชนีอาจปรับลดลงอีกประมาณ 100 จุด โดยประเมินดัชนีแนวรับแรกในการปรับลดลงครั้งนี้ที่ 1,200 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,150 จุด ส่วนแนวต้านนั้น มองว่า ยังไม่สามารถประเมินทิศทางที่ชัดเจนได้ เนื่องจากแนวโน้มตลาดหุ้นยังเป็นขาลง
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้รอซื้อเมื่อดัชนีลงสู่โซน 1,150 – 1,200 จุด โดยหุ้นที่แนะนำลงทุนเมื่อแนวโน้มตลาดดีขึ้น ได้แก่ PS, RML, SPALI, SIRI,JAS, SYNTEC, SEAFCO, LOXLEY กลุ่มที่แนวโน้มกำไรเติบโตในช่วงไตรมาส 3/56 ได้แก่ PYLON, SYNTEC, AP, PREB, KCE, SVI, GFPT, KTB,TMBและกลุ่มที่ปันผลสูง ได้แก่ ASK, LANNA, SRICHA, MCOT, SIRI, TICON
"ยอดสะสมสูงสุดจะอยู่ ณ วันที่ 4 ก.พ.56 ที่ 3.13 แสนล้านบาท (หากคิดด้วยวิธีสะสมปกติจะอยู่ที่ 2.08 แสนล้านบาท) หลังจากนั้นฝรั่งได้ขายหนักในช่วง 5 ก.พ.56 – ปัจจุบัน จนทำให้ยอดสะสมเหลือเพียง 1.5 แสนล้านบาท เท่ากับว่ามีการขายจากจุดสูงสุด ประมาณ 51.3% (หากคิดด้วยวิธีสะสมปกติจะอยู่ที่ 7.47 หมื่นล้านบาท เท่ากับฝรั่งขายออกมากว่า 1.33 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นขายออกมาแล้ว 64%) ถ้าย้อนกลับไปยังวิกฤติแฮมเบอเกอร์และใช้วิธีเทียบยอดสะสมแบบข้างต้นจะพบว่าฝรั่งขายหนักกว่า 80% ซึ่งในรอบนี้คงไม่รุนแรงแบบนั้น โดยน่าจะขายแค่ 60-70% จาก 3.13 แสนล้านบาท นั่นก็หมายถึงฝรั่งจะเหลือขายราว 3 – 6 หมื่นล้านบาท ด้วยปริมาณที่น่าจะขายดังกล่าว หากนำมาประเมินด้วยการ Run Regression การปรับลดลงของดัชนีเทียบกับแรงขายของฝรั่งตั้งแต่ 5 ก.พ.56 – ปัจจุบัน จะพบว่า การขาย 1 พันล้านบาทจะทำให้ SET Index ลดลงได้ 1.6 จุด ถ้ารอบนี้ฝรั่งขายมันส์ๆเต็มที่ไปเลยอีก 6 หมื่นล้านบาท ก็จะกดให้ SET ลงได้ 98 จุด หักออกจากระดับดัชนีปัจจุบัน ก็จะได้ประมาณ 1,170 – 1,180
จุด" นายประกิต กล่าว
ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณการณ์กำไรตลาดปี 2556 จนเหลือ 96.7 บาทต่อหุ้น และจากสถิติการเคลื่อนไหวของดัชนีภายใต้ PER Band ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าที่บริเวณ PER 12 เท่า มักจะเป็นแนวรับสำคัญทางสถิติในทุกครั้งที่ Fund Flow ไหลออก ซึ่งหากนำ PER 12 เท่ามาคูณกับ EPS ใหม่ จะได้แนวรับของปี 2556 ที่ 1,160.4 จุด







