วิบากธุรกิจยักษ์ยังล้มจากสหฟาร์มถึงแพนเอเซีย สังเวยพิษศก.ใช้แรงงานมาก-พึ่งพาส่งออก-รับจ้างผลิต จุดเสี่ยงธุรกิจไทย ตั้งรับโจทย์ใหม่ไม่ทัน
ความไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยถูกขยายวงกว้าง เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่แห่งสหราชอาณาจักร อย่าง "บีบีซี" นำเสนอบทความของหัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐศาสตร์ของรอยัลแบงก์ออฟสกอตแลนด์ (อาร์บีเอส) เรื่อง Thailand's economy enters recession หรือเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย (recession) โดยระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทย "หดตัว" ถึง "สองไตรมาส" ติดต่อกัน
โดยไตรมาสแรกของปีหดตัว 1.7% ขณะที่ไตรมาสที่สองยังคงหดตัวที่ 0.3% โดยก่อนหน้านี้เศรษฐกิจไทยเติบโตแซงหน้าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเมื่อปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวถึง 6%
ทันทีที่บทความนี้ถูกเผยแพร่ออกไป จะมีคนของรัฐบาลออกมาแก้ข่าวพัลวัน ขณะที่เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) "อาคม เติมพิทยาไพสิฐ" ระบุว่า ครึ่งปีแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยยังเติบโต 4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาสแรกเติบโต 5.4% ไตรมาสสองเติบโต 2.8%)
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เรียกว่าเป็น "ภาวะถดถอยทางเทคนิค" หรือ Technical recession เนื่องมา GDP ไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ของปีนี้ เมื่อปรับฤดูกาลและเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ติดลบติดต่อกันสองไตรมาส
สำทับด้วยความเห็นของ "ธนวรรธน์ พลวิชัย" ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงขั้นถดถอย โดยหยิบยก GDP ในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งว่า GDP ติดลบมากถึง 10.4% ขณะที่ในช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2552 GDP เศรษฐกิจไทยติดลบไป 2.3% ซึ่ง "มากกว่า" ตัวเลขเศรษฐกิจไทยตามบทความที่เสนอผ่าน บีบีซี
ทว่า เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยโดยรวม "ผ่านมา 8 เดือน" ข้อเท็จจริงยังคงอยู่ในสถานการณ์ "น่าวิตก" อยู่ไม่น้อย แม้แต่สภาพัฒน์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่างออกมาปรับลงประมาณการ GDP ทั้งปีลง
โดยสภาพัฒน์ปรับแนวโน้ม GDP ปีนี้ใหม่ เหลือ 3.8-4.3% ลดลงจากที่เคยประเมินไว้ที่ 4.2-5.2% เช่นเดียวกับ ธปท.ที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่เหลือ 4.2% จากประมาณการเดิมที่ 5.1%
สำทับด้วยตัวเลขส่งออก 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ของปีที่เพิ่มขึ้นเพียง 0.6% เฉพาะยอดส่งออกเดือนก.ค. ติดลบ 1.48% ,ดุลการค้า ในระยะ 7 เดือนขาดดุลการค้ามาทุกเดือน ยอดสะสมขาดดุลรวมไปแล้ว 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์หรือ 5.9 แสนล้านบาท ,สัดส่วนหนี้ครัวเรือน ที่เข้าใกล้ระดับ 80 % ของ GDP
นอกจากนี้ยังเกิดภาวะเงินทุนไหลออก กดตลาดหุ้นไทยเมื่อ 28 สิงหาคม เวลา 15.39 น. ดัชนีหลุดแนวต้านที่ 1,300 จุด มาอยู่ที่ 1,296.21 จุด จากความไม่แน่นอนของมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (QE) ของสหรัฐ โดยในช่วงที่ผ่านมาที่มีการขายสุทธิต่อเนื่องแล้วมากกว่า 1 แสนล้านบาท
ที่ชัดขึ้นไปอีก กับการ "ปิดตัวลง" สังเวยพิษเศรษฐกิจ กับการ "ตั้งรับไม่ทัน" ต่อสภาพความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ของสองบิ๊กธุรกิจ ได้แก่ "สหฟาร์ม" ธุรกิจของนพ.ปัญญา โชติเทวัญ ที่ถูกระบุว่าเป็น "ผู้ส่งออกไก่เบอร์ 1 ของไทย" หลังทำธุรกิจมากว่า 45 ปี มีการจ้างงานมากกว่า 10,000 อัตรา เป็นแรงงานในโรงงาน จ.ลพบุรี 5,400 คน และจ.เพชรบูรณ์อีก 3,800 คน ที่ประกาศ "ปิดตัวชั่วคราว" และมีหนี้ค้างไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท
จนถึงของ บมจ.แพนเอเซียฟุตแวร์ (PAF) ผู้รับจ้างผลิตรองเท้า (OEM) รายใหญ่ของไทย ผู้บุกเบิกรับจ้างผลิตรองเท้ายี่ห้อไนกี้ รายแรกในไทย ธุรกิจในเครือสหพัฒน์ฯ ซึ่งประกาศ "ปิดตัวถาวร" ในส่วนของโรงงานรับจ้างผลิตรองเท้า กระเป๋า ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา มีพนักงาน 2,000 คน หลังเผชิญภาวะขาดทุนสะสมกว่า 2,000 ล้านบาท
ขณะที่สายการผลิตสำหรับการผลิตสินค้าจำหน่ายในประเทศนั้นยังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งเน้นผลิตสินค้าป้อนให้แก่บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือสหพัฒน์ฯ เป็นหลัก
ธุรกิจยักษ์ยังล้ม !!! น่าตั้งคำถามถึง "ความอยู่รอด" ของธุรกิจในขนาดที่เล็กลงมา พวกเขาจะปรับตัวรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจขาลงอย่างไร และยังมีรายใดกำลังจะปิดตัวตามมา
อะไรคือ "บทเรียน" ที่ได้จากสององค์กรยักษ์ที่ปิดตัวลงนี้
ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ให้ความเห็นว่า ภาคอุตสาหกรรมหลายสาขาที่ใช้แรงงานมาก มักเป็นกลุ่มแรกๆที่ต้องเผชิญวิกฤติ เมื่อเศรษฐกิจขาลง ยิ่งหากเป็นธุรกิจที่ไปผูกติดกับ "การส่งออก" มากเกินไป
เริ่มจากอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรงและวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้รับคำสั่งซื้อลดลง แข่งขันลำบาก จึงต้องหาทางลดต้นทุนด้วยการลดค่าจ้าง หรือตัดค่าล่วงเวลา (OT) ผลก็ตกมาสู่ภาคครัวเรือนที่มีรายรับลดลง แต่ของแพงขึ้น รวมกับหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงกำลังซื้อในประเทศเริ่มมีปัญหา จึงเป็นเหตุให้การลงทุนใหม่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากภาคประชาชน และรัฐบาลเริ่มหดตัวตามไปด้วย
นี่คือผลกระทบเป็นลูกโซ่ ที่นักอุตสาหกรรมรุ่นลายครามอย่างธนิต พยายามฉายให้เห็น
เขาระบุว่า กรณีของสหฟาร์ม ที่ประกาศปิดโรงงานชั่วคราวที่ จ.เพชรบูรณ์ และจ.ลพบุรี รวมถึงการปิดตัวล่าสุดของแพนเอเซียฟุตแวร์
เป็นหนึ่งในผลกระทบจากวิกฤติภายในและภายนอก ที่มีกำลังซื้อลดลงตามสภาวะการแข่งขัน จึงทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียน
หนึ่งต้นตอที่อาจจะกระเพื่อมให้คนตกงาน รายได้หาย กำลังซื้อตก ภาคการลงทุนชะลอตัว เรียกว่า ครบองค์ประกอบ Recession
"หากบริษัทใหญ่ล้ม หมายถึงการกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงแรงงาน และเกษตรกร ดังนั้นแบงก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่จะปล่อยให้กิจการล้มไม่ได้ เพราะหากกลายเป็นหนี้สูญต้องตั้งสำรองเพิ่มขึ้น กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ จึงต้องเข้ามาอุ้ม"
ด้าน ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ถอดกรณีศึกษาของบริษัทสหฟาร์ม และ แพนเอเซีย ว่า ทั้งคู่ผจญกับตัวเร่งปัจจัยลบจากภายนอก ผสมโรงกับการบริหารจัดการภายในได้ไม่ทันท่วงทีต่อความผันแปรของโจทย์ธุรกิจ
อาการโคม่าของสหฟาร์มเกิดจากการมีหนี้สินล้นพ้นตัว ส่วนแพนเอเซียฯสุดท้ายเป็นเรื่องของการปรับตัวไม่ทันกับการแข่งขัน
ทว่า วิกฤติเศรษฐกิจ ยังไม่จำกัดเฉพาะรายใหญ่ แต่กิจการขนาดเล็กลงมาไปก่อนหน้าแล้ว
ตามผลสำรวจของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โชว์ให้เห็นว่า ตัวเลข 6 เดือนมีบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ทยอยปิดกิจการ ประมาณ 50,000 - 60,000 ราย เพราะได้รับผลพวงอันหนักหน่วงจากการขึ้นค่าแรง 300 บาทซึ่งปัจจัยภายใน รวมกันกับปัจจัยภายนอกจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก
เขายังวิเคราะห์โครงสร้างของทั้ง 2 บริษัท สหฟาร์มและแพนเอเซียว่า สิ่งที่เหมือนกันคือ "การพึ่งพาตลาดส่งออก" ในสัดส่วนสูงสหฟาร์มมีสัดส่วนการส่งออกสัดส่วน 50% ส่วนแพนพึ่งพาตลาดส่งออกเกือบทั้งหมดที่ 98%
เมื่อภาวะส่งออกโดยรวมของประเทศเข้าสู่ขาลงในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทส่งออกในประเทศก็หนีไม่พ้นลูกค้าและรายได้ต้องหายไปตามด้วย
ชีพจรธุรกิจขาลง ยังเป็นผลมาจากการจัดการประสิทธิภาพใน 3 ส่วน ได้แก่ 1.โมเดลธุรกิจ หรือกลยุทธ์ไม่สอดคล้องกับสภาพการแข่งขัน (Model) 2.ฐานะทางการเงิน ขาดสภาพคล่อง (Finance) และ 3.การบริหารจัดการ ไม่ทันรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและสภาพการแข่งขันของตลาด (Operation)
เขาวิเคราะห์ต่อไปถึงสภาพธุรกิจที่เริ่มสะดุดของสหฟาร์ม แม้จะเป็นธุรกิจส่งออกไก่อันดับ 1 ของประเทศ เริ่มต้นจากการออกแบบกลยุทธ์ของธุรกิจ ที่พึ่งพาการส่งออกในสัดส่วนสูง เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติทั้งยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่นเกิดขึ้น สหฟาร์มก็ต้องเจ็บตาม
โมเดลธุรกิจที่ออกแบบมายังไม่สอดรับกับสภาพการแข่งขัน โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาสหฟาร์มมีการขยายการลงทุนค่อนข้างมาก ขัดกับสภาพโดยรวมเศรษฐกิจขาลง ส่วนแพนก็เช่นเดียวกันออกแบบกลยุทธ์ที่รับจ้างการผลิต เติบโตมาด้วยการพึ่งพาตลาดส่งออก เมื่อลูกค้าเจ้าของแบรนด์ย้ายฐานการผลิตไปสั่งซื้อประเทศคู่แข่งที่มีฐานการผลิตที่ถูกกว่าไทย แพนก็ต้องปิดตัวไปตามสภาพ
ผู้รู้คนหนึ่งบอกว่า อุตสาหกรรมรองเท้าของไทยแข่งขันแต่ต้นทุนค่าแรง ไม่มีการวิจัยพัฒนาคิดค้นพื้นรองเท้า ยางรองเท้า ส่วนประกอบรองเท้าที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือด เพื่อให้รับกับกิจกรรมไม่ว่ากีฬา เต้นลีลาศ รองเท้าเพื่อสุขภาพ หรือใช้ทำงาน ขณะที่ทางสหรัฐอเมริกา หรืออิตาลี มีการวิจัยเชิงลึกในเรื่องนี้
“หากแบรนด์มีการออกแบบกลยุทธ์ธุรกิจที่หลากหลาย ไม่เน้นพึ่งพาออเดอร์จากรับจ้างผลิตเพื่อส่งออก แต่เน้นผลิตเพื่อขายทำตลาดในประเทศรวมถึงสร้างแบรนด์รองเท้าของตัวเองต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ที่มีให้มากขึ้น วันนี้อาจจะขยับกลายเป็นผู้บริหารแบรนด์ตัวเองมากกว่าเป็นผู้รับจ้างผลิต” ดร.พิพัฒน์ ถอดบทเรียน
หลังจากออเดอร์ลดลง บริษัทแม่อย่างสหพัฒน์เข้ามาช่วยซื้อกิจการอุ้มไว้บางส่วนแต่ในเมื่อกิจการรองเท้าไม่ใช่ธุรกิจหลัก ขณะที่ธุรกิจอยู่ในภาวะขาลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้ “Game Over” ไม่ต่างจากเครือซิเมนต์ไทย หรือ SGC ที่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ยอมตัดขายธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักออกไปเป็นจำนวนมาก (Non Core Business)
“จะให้บริษัทแม่อุ้มกันจนไม่เห็นหน้าเห็นหลังทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมขาลงคงไม่ได้ จึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้ จะย้ายฐานการผลิตก็ไม่สามารถแข่งกับเจ้าถิ่นได้”
ดร.สารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พ.) ซึ่งแม้จะอยู่ธุรกิจเดียวกันกับสหฟาร์ม แต่เขาขอวิเคราะห์กรณีนี้ไม่ใช่อย่างคู่แข่งขัน แต่เป็นอย่างเพื่อนร่วมธุรกิจ โดยระบุว่า การเติบโตของสหฟาร์มจนกลายเป็นผู้ส่งออกไก่อันดับต้นๆของประเทศ เป็นการขายอาณาจักรธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการกู้เงินมาขยายกิจการเป็นส่วนใหญ่
สหฟาร์มเติบโตโดยการใช้เงินคนอื่น หรือการกู้เงิน เมื่อกิจการใหญ่ขึ้นก็ยิ่งมีหนี้สะสมมากขึ้น ไม่ต่างกับคนตัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยไขมันแทนกล้ามเนื้อ ทำให้การขยายกิจการสะดุด จากต้นทุนการเงินที่สูง รวมกับค่าจ้างแรงงานสูง ราคาวัตถุดิบขยับตัว ทำให้ยากต่อการบริหารจัดการ
นอกจากนี้ จังหวะที่สหฟาร์มลงทุนใหม่ แต่กลับขายของได้น้อยลง เพราะคู่แข่งที่ผลิตไก่ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นบราซิล อินเดีย ก็ผลิตมาแข่งในตลาดโลก เมื่อสภาพตลาดเล็กลง เพราะลูกค้าเจอปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ในเวลาเดียวกันกลับแบกภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นมาตลอด รวมกันกับราคาไก่ตกต่ำ นั่นจึงกลายเป็นที่มาของปัญหา
ดร.สารสิน สรุปบทเรียนของการเติบโตของสหฟาร์มได้ว่า "ยิ่งใหญ่ยิ่งล้มง่าย ไม่ใช่โตแล้วจะไปรอดจากวิกฤติ" หากโตแบบฝืนกฎธรรมชาติ
โดยเฉพาะในยุคนี้เป็นติดอยู่ในโลกาภิวัฒน์ที่ผันผวนสูง จึงต้องปรับตัวให้ทัน !!
ทฤษฎีปลาใหญ่กินปลาเล็กอาจจะไม่ได้ผลเท่ากับทฤษฎีใหม่ที่ว่าด้วย "ปลาเร็ว กินปลาช้า" แม้ตัวเล็ก หากปรับตัวว่องไวก็รอดได้ในสภาวการณ์โลกใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวน
เขายังเห็นว่า แม้สหฟาร์มจะเป็นธุรกิจที่บริหารในแบบกิจการครอบครัว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก ที่จะกล่าวโทษเรื่องการบริหารระบบครอบครัว (Family Business) ว่าเป็นตัวฉุดธุรกิจให้เดินอย่างอุ้ยอ้ายไม่ทันพลวัต โดยเขาระบุว่า มีธุรกิจครอบครัวหลายแห่งเช่นกันที่มีการวางแผนดี เป็นระบบ หรือว่าจ้างมืออาชีพที่ไว้วางใจให้คุมกิจการได้แทนครอบครัว รวมไปถึงการสร้างเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของตัวเอง มีความยืดหยุ่นไม่เน้นใช้กลยุทธ์แบบเดียวตลอดกาล ก็ยังสามารถยืนอยู่ได้
-------------------------------------------------
อาทิตย์อัศดง ที่ "OEM"
ในภาวะเศรษฐกิจขาลงทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบต้องเผชิญภาวะโอเวอร์ซัพพลาย "อำนาจการต่อรอง" เกือบทั้งหมดจึงอยู่กับลูกค้า กลายเป็นความอยู่ยากของธุรกิจรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer -OEM) ที่ล้มหายตายจาก ทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวก็มาก ล้วนตกเป็นเหยื่อของการไม่ปรับตัว
ชาญวิทย์ น้อยทรง ผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัท คัฟเวอร์แนนท์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ไฮโดร-เทค และจีวรกันยุงสมุนไพรเมตตาคุณ อดีตเขาเคยรับจ้างเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ G2000 ในธุรกิจส่งออกเสื้อผ้า 100% ก่อนจะผันตัวเองมาผลิตเสื้อผ้าในแบรนด์ของตัวเองและจับตลาดในประเทศเป็นหลัก เล่าว่า
ผู้บริหารของบริษัทเล็งเห็นทิศทาง "ขาลง" ของธุรกิจ OEM ล่วงหน้าหลายปี จึงมีแนวคิดที่จะลดสัดส่วนการผลิตในส่วนนี้ลงอย่างต่อเนื่อง โดยทำมา 8-9 ปี ย่างเข้าสู่ปีที่ 10 บริษัท ปัจจุบันจึงไม่เหลือเค้าการเป็นผู้รับจ้างผลิตเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว
เขาเล่าให้ฟังอีกว่า ขณะนี้บริษัทหันมาทำตลาดในประเทศเป็นหลัก เน้นการทำเสื้อผ้าในแบรนด์ของบริษัท ซึ่งเป็นชุดยูนิฟอร์ม โดยมองว่าตลาดอาเซียนคือตลาดใหม่ที่มีอนาคตมากกว่า และหลังจากที่มีการเปิดเออีซีในช่วงปลายปี 2558 จะทำให้เปิดตลาดได้อีกมาก เนื่องจากจะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเปิดบริษัทในอาเซียนเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการใช้ชุดยูนิฟอร์มมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานการผลิตเข้าไปในกัมพูชาและพม่ามากขึ้น
บริษัทเรามองตลาดอาเซียนมากกว่า OEM เศรษฐกิจโลกมีส่วนที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวมาก เราไม่ควรไปส่งออกแข่งกับรายใหญ่ที่มีความได้เปรียบเรื่องต้นทุนที่ถูกกว่าอย่างจีน หรือเวียดนาม บ้านเราเจอ 300 บาทก็นิ่งแล้ว แข่งขันก็ไม่ได้ เขาระบุ
“ค่าแรงขั้นต่ำในกรุงพนมเปญที่รัฐบาลกัมพูชากำหนดคือเดือนละประมาณ 120 ดอลลาร์ หรือราวๆ 3,000 บาทต่อเดือน หากรวมค่าสวัสดิการต่างๆ อีก 3,000-4,000 บาทรวมแล้วก็ประมาณ 6,000-8,000 บาทต่อเดือน ยังไงก็ถูกกว่าไทยที่ตอนนี้ขยับไประดับหมื่นกว่าแล้ว”
ส่วนความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมเครื่องนุ่มห่ม ข้อมูลจากสมาคมเครื่องนุ่งห่มไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการปรับตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยการย้ายฐานไปประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จัดอยู่ในกลุ่มแรกๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากการส่งออก เพราะผู้ผลิตส่วนใหญ่เน้นรับจ้างผลิตให้กับอินเตอร์แบรนด์ที่แข่งขันค่าแรงกับคู่แข่งอย่างจีน เวียดนาม ลำบาก
ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องหนัง "ธวัฒน์ จิว" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มบีพี เลเธอร์ อินดัสทรีส์ จำกัด ผู้ผลิตกระเป๋าแบรนด์ "อัลเบโด้" เขายังเป็นอดีตนายกสมาคมเครื่องหนังไทย บอกว่า กลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเครื่องหนังส่วนใหญ่ทำแบรนด์สินค้าของตัวเอง แต่มีบางส่วนที่ยังคงผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์อื่นๆ แต่ในระยะ 8-9 ปีมานี้ ต้องบอกว่าอุตสาหกรรมเครื่องหนัง ปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง
“เรียกได้ว่าเลยจุดที่ต้องมาปรับตัวมาแล้ว !!" เขาบอก พร้อมขยายความว่า ถ้าใครพึ่งการทำ OEM มากๆ ก็อยู่ลำบาก ในยุคนี้ถ้าจะเป็น OEM จะต้องพุ่งเป้าไปที่ "งานคุณภาพ และราคาที่คุ้มค่ากับต้นทุน”
“สมัยนี้ผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างชาติ หมดยุคที่มานั่งแข่งกันเรื่องต้นทุนต่ำแล้ว เพราะประเทศไทยมันเลยจุดที่ต้องทำให้ต้นทุนต่ำมากๆ แล้ว เหมือนในเพื่อนบ้าน เราแข่งยังไงก็สู้ไม่ได้ แต่สิ่งที่เราสู้ได้คือ ต้องทำสินค้าให้มีคุณภาพ ต้องแข่งกันที่ฝีมือเท่านั้น ซึ่งตรงนี้ไทยได้เปรียบอยู่แล้ว”
ในส่วนของการบริหารจัดการของบริษัท มีการพัฒนาแบรนด์สินค้ามานาน 18-19 ปี เพราะมองเห็นแล้วว่า การทำ OEM ไม่ใช่แนวทางทื่ทำให้บริษัทยั่งยืน หากพึ่งพาการส่งออกมากๆ ไม่วันใดวันหนึ่งก็ต้องเกิดปัญหา
เขายังให้แง่คิดในการปรับตัวว่า “ทำโออีเอ็มต้องเป็นแบรนด์แฟชั่นถึงจะรอด และที่สำคัญต้องไฮเอนด์จริงๆ หากเป็นแบรนด์ระดับกลาง-ล่าง รับรองอยู่ลำบาก"
ธวัฒน์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้มีแบรนด์ต่างชาติเช่น แบรนด์จากญี่ปุ่น อยากย้ายฐานการผลิตมายังไทย เพราะมีปัญหากับทางจีน รวมทั้งบางยี่ห้อจากยุโรป ที่มีฐานในจีนก็เตรียมจะย้ายมาไทยเช่นกัน
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไปได้ นักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนรายนี้ บอกว่า “ทางญี่ปุ่นหรือยุโรปมองว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งในจีนก็ไม่ใช่สิ่งที่ใช่สำหรับเขาแล้ว มันเหมือนเป็นอารมณ์มากกว่า เขาอาจจะรู้สึกดีกับทางไทยมากกว่าจีน มันเป็นเรื่องของบรรยากาศการลงทุน”





