2 บริษัทสายการบินต้นทุนต่ำ "ไทยแอร์เอเชีย-นกแอร์" ไม่ห่วงราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่ง เหตุทำประกันความเสี่ยงไว้แล้ว 30% ยันไม่กระทบกำไรปีนี้
นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย และกรรมการ บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น จากเหตุการณ์ความไม่สงบในซีเรีย และอียิปต์ ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสายการบินไทยแอร์เอเชีย โดยบริษัทยังคงเป้าการเติบโตของรายได้และผู้โดยสารปีนี้ไว้ที่ 20% เพราะราคาน้ำมันเติมเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 122-124 ดอลลาร์ต่อบาเรล ยังอยู่ในกรอบที่บริษัทได้ทำการประกันความเสี่ยง (เฮดจิ้ง) ไว้ และประเมินราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นจะเป็นสถานการณ์ระยะสั้นเท่านั้น
ปัจจุบันบริษัทได้ทำเฮดจิ้งราคาน้ำมันไว้ที่ประมาณ 30% ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด ซึ่งการทำเฮดจิ้งในระดับ 30-35% นี้ถือว่าเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจ เพราะการทำเฮดจิ้งมากเกินไปไม่เป็นผลดี หากราคาน้ำมันขึ้นลงแรง จะทำให้ต้องจ่ายเงินในการทำประกันความเสี่ยงสูงมากเกินไป โดยที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากการทำเฮดจิ้ง
"ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของธุรกิจสายการบินคือ การทำประกันความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งต้องทำในระดับที่เหมาะสม สำหรับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นนั้นแรง หากเป็นสถานการณ์ระยะสั้น 1-2 เดือนคงไม่มีผลกับการดำเนินงาน และหากปรับขึ้นต่อบริษัทก็สามารถปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันขึ้นได้ แม้ว่าอาจจะปรับขึ้นไม่ทันกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ก็ลดผลกระทบได้"
นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ยังส่งผลดีทางอ้อมกับสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสท์แอร์ไลน์) เพราะเมื่อทุกสายการบินมีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน ทำให้ตั๋วโดยสารมีราคาแพงขึ้น ผู้โดยสารอาจจะเลือกมาใช้โลว์คอสท์แอร์ไลน์ในการเดินทางมากขึ้น
ปีนี้แอร์เอเชียจะให้ความสำคัญกับการขยายเส้นทางบิน และเที่ยวบินในประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) รวมทั้งจีน เพราะจำนวนผู้โดยสารในแถบนี้เติบโตต่อเนื่อง เฉลี่ย 27% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เฉพาะช่วงครึ่งแรกปีนี้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับว่าโตสูงมาก และคาดช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ จะยังคงเติบโตต่อเนื่องในระดับ 40-45% เช่นเดียวกัน
"ภาพรวมธุรกิจสายการบินของไทยดีมาก ไม่มีประเทศไหนที่ทุกสายการบินจะมีกำไร นักลงทุนจึงน่าจะมองเห็นศักยภาพของธุรกิจ ส่วนปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามา ทั้งเรื่องการเมือง และราคาน้ำมันอาจจะทำให้นักลงทุนกังวลบ้าง แต่มองว่าเป็นเหตุการณ์ระยะสั้น โดยปีนี้ยังมองว่ากำไรในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะเป็นช่วงไฮซีซัน"
นายพาที สารสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ (NOK) กล่าวว่า มองว่าราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว ไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัท เพราะมองว่าราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเป็นเหตุการณ์ระยะสั้นที่เกิดจากความกังวลว่าจะเกิดสงครามในซีเรีย หากเหตุการณ์สงบ หรือลดความรุนแรง ราคาน้ำมันก็จะปรับลดลง ประกอบกับบริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้อยู่แล้ว ประมาณ 30% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด เช่นเดียวกับปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวนั้น ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนไทยก็ยังมีการเดินทางท่องเที่ยว และอาจจะทำให้บางส่วนหันมาท่องเที่ยวในประเทศ แทนการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานทั้งรายได้และกำไรเติบโตเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ กำไรน่าจะแตะระดับ 1.2 พันล้านบาท จากเป้าเดิมตั้งไว้ไม่ถึง 1 พันล้านบาท เพราะในช่วงครึ่งปีแรกมีกำไรแล้วกว่า 600 ล้านบาท เฉพาะในช่วงไตรมาส 2 มีกำไรสูงสุดของสายการบินที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นกว่า และการขยายเส้นทางบินที่มากขึ้น โดยครึ่งปีมีจำนวนผู้โดยสาร 2.8 ล้านคน คาดว่าทั้งปีจะมีผู้โดยสารถึง 5 ล้านคน
"ยุทธศาสตร์ของนกแอร์ จะโฟกัสแต่ละเส้นทางบิน มากกว่าจะเปิดหลายเส้นทางบินพร้อมๆ กัน โดยเส้นทางในต่างประเทศ จะเปิดที่พม่าก่อน ในเมืองมะละแหม่ง และจะเปิดในเมืองย่างกุ้งในวันที่ 1 พ.ย.นี้ สำหรับประเทศจีน ยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยอาจจะจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นระดับกลางถึงบน มากกว่ากลุ่มเป้าหมายระดับล่าง เพราะทางรัฐบาลจีนได้ออกกฎห้ามทัวร์หารายได้จากค่าคอมมิชชั่นต่างๆ เช่นการขายของ ของร้านอาหาร อาจทำให้นักท่องเที่ยวจีนในกลุ่มระดับล่างมาไทยน้อยลง"









