ผลวิจัยสถาบันนโยบายศึกษาของสหรัฐพบว่า 40% ของหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอที่รับค่าจ้างสูงสุด มักมีเรื่องถูกไล่ออก
รายงานดังกล่าวระบุว่า ซีอีโอของบรรดาบริษัทรายใหญ่ได้รับเงินเดือนประมาณ 354 เท่าของค่าจ้างเฉลี่ยที่ลูกจ้างสหรัฐได้รับในปี 2555
นอกจากนี้ ช่องว่างรายได้ดังกล่าวยังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี 2536 ในช่วงที่ซีอีโอของบริษัทใหญ่มีเงินเดือนมากกว่าค่าจ้างเฉลี่ยของพนักงานราว 195 เท่า แต่บริษัทที่จ่ายค่าจ้างมากที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะมีผลประกอบการดีที่สุดภายใต้การบริหารของซีอีโอคนนั้นๆเสมอไป
ยกตัวอย่างเช่น นายเคนเน็ธ เลย์ ของบริษัทเอ็นรอน ติดอันดับ 1 ใน 25 ซีอีโอที่มีค่าจ้างแพงที่สุดในสหรัฐเป็นเวลา 4 ปี ก่อนที่บริษัทดังกล่าวจะล้มละลายจากการทุจริตทางการเงินเมื่อปี 2544 และในเดือนพฤษภาคม 2549 คณะลูกขุนกลางของศาลฮุสตันก็ตัดสินให้นายเลย์มีความผิดฐานฉ้อโกงและสมรู้ร่วมคิด หลังจากนั้น 2 เดือนเขาก็เสียชีวิตลง ศาลจึงได้สั่งจำหน่ายคดีนี้
สถาบันดังกล่าวยังทำการจัดอันดับ 25 ซีอีโอที่มีเงินเดือนสูงสุดของแต่ละบริษัทในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารถึง 241 คนที่อยู่ในรายชื่อดังกล่าว เนื่องจากมีหลายคนติดโผนี้อยู่หลายปี หมายความว่า 40% ของซีอีโอที่มีปัญหารในการบริหารหรือมีเรื่องอื้อฉาวรวมไปถึงผู้บริหารจำนวนหลายคนที่มีชื่ออยู่ในการจัดอันดับหลายครั้ง
ผู้ร่วมทำวิจัยชิ้นนี้ "นางซาราห์ แอนเดอร์สัน" กล่าวว่า กฎหมายการเงินและคุ้มครองผู้บริโภคหรือกฎหมาย "ดอดด์-แฟรงค์" ที่ผ่านสภาคองเกรสตั้งแต่ปี 2553 มีขึ้นเพื่อสนับสนุนการให้มีใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น โดยกำหนดให้บรรดาบริษัททางการเงินเปิดเผยอัตราส่วนระหว่างเงินเดือนของซีอีโอกับค่าจ้างเฉลี่ยรายปีของพนักงาน แต่กฎหมายดังกล่าวยังไม่รับการอนุมัติขึ้นสุดท้ายจากหน่วยงานที่กำกับดูแล






