วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พรนิภา หาชัยภูมิ ยากเป็นง่าย รองเป็นหลัก

พรนิภา หาชัยภูมิ ต้องหาทางขยายพอร์ตสินเชื่อในช่องทางที่จำกัด บนแนวคิด “เปลี่ยนงานยากเป็นง่าย และสร้างตลาดรองให้เป็นตลาดหลัก”

"พรนิภา หาชัยภูมิ" กรรมการและผู้จัดการ บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) ธนาคารเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นภายใต้สังกัดของกระทรวงการคลัง ตั้งแต่ปี 2540 ด้วยทุนเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้เติบโต ด้วยหลักการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization)


พรนิภา เป็นเอ็มดีที่มารับตำแหน่งได้ปีเศษ แต่ความที่เคยทำหน้าที่ "รองกรรมการผู้จัดการของบตท." จึงทำให้เธอยินยอมพร้อมใจลาออก เพื่อสมัครเข้าสู่กระบวนการสรรหาเอ็มดีคนใหม่ จนได้เป็นหญิงแกร่งนำขบวนแบงก์เฉพาะกิจลุยโมเดลผลิตภัณฑ์ใหม่ ตามแผนที่ศึกษาไว้ตั้งแต่สมัยนั่งเป็นรองเอ็มดี เช่น การขยายพอร์ตด้วยการรับซื้อสินเชื่อจากธนาคารไปออกพันธบัตร (บอนด์) รวมถึงการค้ำประกันสินเชื่อ (Mortgage Insurance) เป็นต้น


เธอแนะนำตัวเองอย่างเป็นมิตร ออกตัวย้อนประวัติให้ฟังว่าเป็น "เอ็มดีลูกผสม" ทั้งรัฐและเอกชน ที่สวิทช์ข้ามไปมาได้ทั้งสองฟากฝั่ง เคยทำงานในวงการแบงค์เฉพาะกิจ ที่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ไอเอฟซีที ในตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายนโยบายและแผน อยู่ที่นั่นถึง 14 ปี จากนั้นใช้เวลาอีก 5 ปีข้ามไปอยู่ในบริษัทเงินทุน ฟินันซ่า สถาบันการเงินเอกชนเต็มตัว ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ


“เคยอยู่แบงค์เอกชน ฟินันซ่าที่เป็นเอกชนปรู๊ดปร๊าด และไอเอฟซีพี สถาบันการเงินเฉพาะกิจ จึงคุ้นเคยกับสองวัฒนธรรม ก่อนที่เอ็มดีคนก่อนจะชวนให้มารับตำแหน่งรองเอ็มดีที่บตท.” เธอเล่า


บตท.ในยุคที่เธอนั่งบริหารตั้งเป้าไว้ค่อนข้างสูง ธนาคารรัฐเฉพาะกิจธรรมดา ชื่อไม่คุ้นหู เหล่าบรรดาผู้กู้และนักลงทุน ดำเนินงานมา 15 ปี มีสินทรัพย์มูลค่าเพียง 2-3,000 ล้านบาท กับพอร์ตสินเชื่อบ้านมูลค่ารวมกว่า 2.2 ล้านล้านบาท สัดส่วนสินทรัพย์ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับธนาคารตลาดรองในฮ่องกง (The Hong Kong Mortgage Corporation -HKMC) มียอดสินทรัพย์ถึงมูลค่า 214,705 ล้านบาท


แม้ว่า ณ สิ้นปี 2555 บตท.จะมีมูลค่าสินทรัพย์ก้าวกระโดดขึ้นไปถึง 5,000 ล้านบาท แต่สำหรับพรนิภาเธอยังต้องการจะเหยียบคันแร่งการเติบโตของพอร์ตสินทรัพย์ขึ้นไปปีละมากกว่าเท่าตัว ไปเรื่อยๆจนหมดวาระ ปิดผลงานด้วยมูลค่าสินทรัพย์ 50,000 ล้านบาท


หมายความว่าจะเติบโตถึง 10 เท่า ภายในระยะ 4 ปี


เธอเล่าเป้าหมายอันท้าทายด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่ใช่สิ่งที่เกินความคาดหมายว่า นั่นเป็นเพราะเป็นคนมีนิสัยชอบความท้าทาย และชอบอะไรยากๆ ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำกัน ถึงเลือกเข้ามาทำงานในธนาคารเฉพาะกิจแห่งนี้ ที่ซึ่งไม่มีลูกค้ารายย่อยเงินฝากเหมือนธนาคารทั่วไป ช่องทางขยายพอร์ตและบริการทางการเงินค่อนข้างจำกัด

“เป็นคนชอบอะไรยากๆ ตอนทำงานอยู่ไอเอฟซีทีไปเรียนต่อป.โท ยังเลือกเรียนสาขาการเงิน ที่จุฬาฯ ซึ่งเป็นสาขายากมีคนมาเตือนว่าสาขานี้สำหรับเด็กๆเค้าเรียน แต่เพราะมันยากเลยอยากเรียน วิชาเรียนยากๆ จะทำให้เราไปทำงานยากๆได้" เธอเชื่อว่านี่คือพื้นฐานสำคัญในการเข้าใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างลึกซึ้ง


“พี่มาทาง CFO (Chief Financial Officer) ที่เข้าใจการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management ) และผลกำไร อยู่ตรงไหน เข้าใจการทดสอบสมรรถภาพทางการเงิน (stress test)”


เธอออกปากว่า แม้จะมีความรู้เป็นนักวิเคราะห์ โดยส่วนตัวกลับไม่นิยมลงทุนใดๆ ในตลาดเงินตลาดทุนเลย เพราะไม่อยากถูกทำลายสมาธิไปกับการตื่นเช้าแล้วต้องมานั่งตามติดกระดานหุ้น อยากมุ่งไปที่การหาทางผลักดันตลาดรองให้บรรลุผลเติบโตเหมือนโมเดลในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จ อาทิ เกาหลีใต้ สหรัฐฯ ฮ่องกง หรือแม้แต่มาเลเซีย


“เพราะมันยากคนอื่นไม่ทำกัน มันถึงตกมาหาเรา พี่เชื่อว่าการเป็นธนาคารของรัฐก็เปิดช่องให้เราทำอะไรได้อีกมาก จากความน่าเชื่อถือ” เธอบอกจุดแข็ง

ฉะนั้น แม้จะเป็นธนาคารรัฐวิสาหกิจ ธนาคารเดียวให้ดูแลตลาดรองในประเทศ กับโอกาสแคบๆในการบริการ แต่ข้อดีคือไม่มีคู่แข่ง เพียงแต่บตท.ต้องปรับตัวหันมาเป็น Third parties


บนโมเดลการปรับเปลี่ยนที่ไปนำเสนอธนาคารทั่วไป ให้หันมาตัดขายสินเชื่อที่อยู่อาศัยในมือ โดยบตท.จะเปลี่ยนบทบาทจาก "ค้าปลีกกับรายย่อยมาเป็นผู้ค้าส่งกับธนาคาร" ช่วยให้ธนาคารที่อยากเปลี่ยนนโยบาย หรือขยายสินเชื่อไปในธุรกิจอื่นๆ ได้มีทางเลือกไปหาลูกค้าสินเชื่อรายใหม่


“ตลาดการเงินก้าวหน้าไปมาก มีรูปแบบการลงทุนหลากหลาย สินเชื่อบ้านสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ธนาคารที่อยากไปปล่อยสินเชื่อเซ็คเตอร์อื่น แต่สินเชื่อบ้านมันยาวก็มาปล่อยขายให้เรา”


นี่คือการเพิ่มทางเลือกให้กับธนาคารที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงสินเชื่อบ้านตลอดอายุสินเชื่อ อยากเปลี่ยนนโยบายก็ขายออกมาเอาเงินไปปล่อยสินเชื่อประเภทอื่น โดยตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา มีหลายธนาคารให้ความสนใจ อาทิ ธนาคารเกียรตินาคิน ,ธนาคารกสิกรไทย ,ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารทิสโก้ ฯลฯ


เธอระบุว่า สิ่งที่ บตท.จะป้องกันความเสี่ยงก่อนซื้อสินเชื่อนั่นคือ การประเมินฐานะของธนาคารที่เป็นคู่ค้าหลัก ด้านนโยบายมาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และอีกด้านคือวิเคราะห์พอร์ตที่ซื้อเข้ามา ต้องเป็นลูกหนี้ประวัติดี ไม่ผิดนัดชำระ


“เวลาไปเจรจาตัดสินใจต้องรู้สถานะ ความเสี่ยงขององค์กร กำไร หากความเสี่ยงต่ำแต่ได้ผลตอบแทนนิดเดียวก็ไม่เกิด แบงก์ที่จะขายสินเชื่อก็ไม่จำเป็นต้องขายเรา แต่หากให้กำไรแบงก์มากไปหรือรับซื้อหนี้เน่ามา เราก็มีความเสี่ยง จึงขึ้นอยู่กับผลตอบแทนทุกส่วนรวมกันแล้วคุ้มค่า”


การขยายสินเชื่อในพอร์ตที่มากขึ้นยังมีผลทำให้ความเสี่ยงจากหนี้ที่ก่อไม่ให้เกิดรายได้ (NPL) บนพื้นฐานต้องเลือกซื้อสินเชื่อที่เป็นลูกค้าชั้นดี


“เราต้องทำ2 อย่าง หาของดีเพิ่ม ลดเอ็นพีแอล” เธอบอก


บนกลยุทธ์บตท.ที่จะผลักดันใน 3 ด้าน เริ่มต้นตั้งแต่การสร้างเครือข่ายในการขยายผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ อาทิ การบริการ mortgage insurance ที่บตท.ทำได้ เพราะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหมือนธนาคารปล่อยสินเชื่อบ้านอื่นๆ


สอง กลยุทธ์องค์กร ที่จะต้องปรับคนให้มีพัฒนาทักษะการบริการการเงินเชิงลึก (advance) ในผลิตภัณฑ์ที่บตท.ให้บริการมากขึ้น

ด้านสุดท้ายคือ การสร้างการรับรู้ในแบรนด์ ปีที่ผ่านมาเน้นเข้าไปสร้างการรับรู้ระดับธนาคารที่เป็นคู่ค้า จนเข้าใจแล้ว แต่ระดับลูกค้ารายย่อยยังไม่รู้จักบตท.จึงต้องทำความเข้าใจว่าบตท.ไม่ใช่ธนาคารที่รับซื้อหนี้เสีย แต่เป็นการรับซื้อหนี้ชั้นดี


“เราต้องการให้ลูกหนี้เขาเข้าใจว่าหนี้ที่ถูกโอนมาอยู่ที่บตท.เพราะเป็นลูกค้าชั้นดี บตท.จึงซื้อ”