พีทีที โกลบอลฯ พร้อมให้ข้อมูลยามวิกฤติ ทำต่างชาติเชื่อมั่นไล่เก็บหุ้นเพิ่มเป็น 32.9% จากก่อนหน้า 30% ตั้งงบพันล้านบาท รับมือน้ำมันรั่ว
นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ผู้จัดการฝ่ายการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) เปิดเผยว่า แม้บริษัทจะมีผลกระทบจากปัจจัยลบในหลายด้าน ทั้งการปิดโรงงานเพื่อซ่อมแซมหรือการร่วงของน้ำมันดิบไหลลงทะเลนั้น แต่นักลงทุนต่างชาติยังคงถือหุ้นในบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในบริษัทประมาณ 32.9 % เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ 30%
"นักลงทุนต่างชาติยังเชื่อมั่นผู้ถือหุ้นบริษัท แม้บริษัทจะมีปัจจัยลบรุมเร้ากับบริษัทมาก แต่นักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่นกับบริษัท และเข้ามาซื้อหุ้นบริษัทอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง"
นายทิติพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อย่างน้ำมันร่วงลงทะเล หรือ การหยุดเดินเครื่องในโรงงานต่างๆ ทางบริษัทได้มีการจัดวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้กับนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดเผยข้อมูลต่างๆให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศต่างประเทศได้รับทราบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุน จึงทำให้นักลงทุนเชื่อมั่น อีกทั้งนักลงทุนต่างชาติน่าจะเห็นว่า บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันเนื่องจากบริษัทมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าบริษัทอื่นซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัท แต่อย่างไรก็ตามในงานไทยแลนด์โฟกัสที่ตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย (ตลท.) ได้จัดขึ้นในวันที่ 28 ถึง 30 สิงหาคมนี้ ทางบริษัทจะเข้าพบนักลงทุนต่างชาติในงานดังกล่าวด้วย โดยจะเข้าพบนักลงทุนต่างชาติให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้นั้นยังคงไม่มีความชัดเจนว่าผลการดำเนินงานออกมาเติบโตขึ้นหรือไม่ เนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบจากผลกระทบจากการปิดซ่อมโรงงานผลิตเม็ดพลาสติก แอลดีพีอี ของบริษัท ซึ่งจะกระทบกับกำไรของบริษัททั้งปี 2 % และยังมีผลการะทบจากกรณีโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 ต้องหยุดการผลิตจากการโดนฟ้าผ่า และต้องหยุดซ่อมแซมอีก 3-5เดือน ทำให้อัตราการทำกำไรของบริษัทได้รับผลกระทบประมาณ 400 ล้านบาทต่อเดือน
อีกทั้งบริษัทยังได้รับผลกระทบจากกรณีคราบน้ำมันร่วงลงทะเล ซึ่งปัจจุบันบริษัทร่วงกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยบูรพา และอีกหลายหน่วยงานในการร่วมกันสำรวจความเสียหายทั้งระยะสั้นระยาวโดยอยู่ระหว่างการประเมินค่าเสียหายอยู่ว่าจะเป็นเท่าใด และคาดว่าจะสามารถรับเงินประกันภัยได้ในปีหน้าทำให้บริษัทต้องตั้งงบประมาณเพื่อรับมือสถานการณ์ดังกล่าวไว้ก่อน 1,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นั้นย่อมส่งผลกระทบต่ออัตราการทำกำไรของบริษัทอยู่แล้ว





