จับตาทุนนอกจ่อไหลออกอื้อ เผยเงินต่างชาติคงค้าง "ตลาดหุ้น-บอนด์" 7 แสนล้านบาท
"กรุงเทพธุรกิจ"สำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์ ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายและภาพรวมเศรษฐกิจตลอดปี 2556 สิ่งที่นักวิเคราะห์เหล่านี้แนะให้จับตามองคือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งจะมีผลให้เกิดภาวะทุนไหลออก
โอกาสเศรษฐกิจแย่กว่าเดิม
นายบรรลือศักดิ์ ปุสสะรังษี ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัยสายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เงินทุนต่างชาติจะไหลออก จากประเทศไทยมากขึ้น เพราะถ้าดูประเทศในกลุ่มอาเซียน5 (ไทย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย) จะเห็นว่ามีเพียง ไทยและอินโดนีเซียเท่านั้นที่มียอดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงครึ่งปีแรก อีกทั้งไทยยังเป็นประเทศในกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของจีดีพีต่ำที่สุด
นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ออกมา ถือว่าแย่กว่าที่ประเมินไว้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะตัวเลขการบริโภคที่พบว่ามีการชะลอตัวลงถึง 2 ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ยกเว้นในปี 2551-2552 ที่เป็นช่วงวิกฤติซับไพร์มของสหรัฐ
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะแย่ลงกว่าเดิม โดยเฉพาะไตรมาส 3 ที่ยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากนัก ประกอบกับช่วงครึ่งปีหลังของปีที่แล้วเป็นปีที่ตัวเลขฐานทางเศรษฐกิจสูงด้วย ดังนั้นเมื่อเทียบตัวเลขแบบปีต่อปีจึงมีโอกาสที่จะเติบโตน้อยลง
"เรากำลังปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปีใหม่ เดิมมองว่าจะโตได้ประมาณ 4-5% แต่คงต้องปรับลดแล้ว ครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าจะถึง 3% ด้วยหรือไม่ ค่อนข้างผิดหวังกับตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 โดยเฉพาะการบริโภค"นายบันลือศักดิ์กล่าว
"อุสรา"ชี้เงินต่างชาติคงค้าง 7แสนล้าน
น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า เท่าที่เก็บตัวเลขเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศนับตั้งแต่ที่ ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เริ่มมีการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ครั้งแรกเมื่อปี 2552 พบว่า จนถึงปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มนี้มียอดคงค้างของเงินลงทุนในประเทศไทยรวมประมาณ 700,000 ล้านบาท ส่วนเงินทุนเหล่านี้จะไหลออกจากประเทศไทยไปหรือไม่นั้น คงต้องขึ้นกับความเชื่อมั่น
"ถ้าดูตลอด 4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เริ่มคิวอี 1 ตอนนั้นมีเงินเข้ามาในหุ้นไทยสุทธิประมาณ 190,000 ล้านบาท แต่ปีนี้ตั้งแต่ต้นปีมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกไปประมาณ 100,000 ล้านบาท ยอดจึงเหลืออีกประมาณ 90,000 ล้านบาท ส่วนในตลาดบอนด์(ตราสารหนี้) ก่อนคิวอีมีเงินคงค้างอยู่ประมาณ 100,000 ล้านบาท หลังใช้คิวอีขึ้นไปสูงสุดที่ 850,000 ล้านบาท ช่วงหลังมีขายออกไปบ้างประมาณ 80,000 ล้านบาท ยอดที่เข้ามาใหม่จึงเหลือรวมๆ ประมาณ 600,000 ล้านบาท"น.ส.อุสรากล่าว
น.ส.อุสรา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เป็นห่วงมากสุด คือ ความเปราะบางของความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่มีแรงเทขายสินทรัพย์การลงทุนในประเทศต่างๆ แถบภูมิภาคเอเชียกันออกมามาก จึงทำให้มีแรงขายในไทยด้วย เพราะในกรณีที่เกิดสถานการณ์ตื่นตระหนก(แพนิก) ขึ้น นักลงทุนส่วนใหญ่จะเลือกเทขายสินทรัพย์ออกมาก่อน แล้วค่อยมองปัจจัยพื้นฐานทีหลัง
แต่หลังจากที่สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มนิ่ง นักลงทุนกลุ่มนี้คงหันมาดูพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยมากขึ้น เชื่อว่ามีโอกาสที่นักลงทุนเหล่านี้จะกลับเข้ามาลงทุนใหม่ เพียงแต่ต้องดูสัญญาณจากทางเฟดประกอบด้วยว่า จะเริ่มมีการลดมาตรการคิวอีลงเมื่อไหร่
"ถ้าดูการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของเราเองก็ไม่ได้สูงมากนัก เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและอินเดีย ในขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศเราก็สูงถึง 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับหนี้ต่างประเทศที่มี 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมๆ แล้วยังมีสถานะเป็นบวกอยู่ จึงคิดว่าเมื่อสถานการณ์นิ่ง นักลงทุนคงกลับมามองที่พื้นฐานและอาจจะกลับมาลงทุนใหม่ก็ได้"น.ส.อุสรากล่าว
ผวาค่าเงินอ่อน35-36บาท/ดอลล์
นายปิยศักดิ์ มานะสันต์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ เศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ระยะยาวเงินบาทอาจกลับไปเคลื่อนไหวที่ระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับช่วงก่อนที่เฟด จะเริ่มใช้มาตรการคิวอี โดยภายหลังจากที่เฟดเริ่มมาตรการดังกล่าว ก็ทำให้เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนมีระดับการแข็งค่าสุดที่ 28-29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามระยะสั้นยังเชื่อว่าเงินบาทจะผันผวน โดยแกว่งตัวในระดับ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
"ถ้าเฟดลดการใช้คิวอีลงจริง ก็คงได้เห็นเงินทุนไหลออกอีกระลอก เพียงแต่โดยภาพรวมแล้ว นักลงทุนยังมองพื้นฐานเศรษฐกิจไทยในมุมที่ดี และเราก็อยู่ในกลุ่มภูมิภาคที่ยังมีการเติบโตอยู่ ดังนั้นทิศทางจากนี้คงผันผวน แต่เชื่อว่าระยะสั้นจะยังเคลื่อนไหวในกรอบ 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ"นายปิยศักดิ์กล่าว
เขากล่าวว่า แม้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่ง แต่จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาค่อนข้างชะลอตัว ประกอบกับเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวได้อย่างล่าช้า และการลงทุนยังไม่เกิดมากนัก ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ เหลือเติบโต 3.8% จากเดิมที่มองว่าจะโตได้ 4.5%
ทิสโก้ประเมินจีดีพีปีนี้โตแค่ 4%
นายกำพล อดิเรกสมบัติ เศรษฐกรอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ทิสโก้ กล่าวว่า ทาง ศูนย์วิเคราะห์ฯ ได้ปรับประมาณการ การเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ใหม่ลงเหลือ 4% จากเดิม 4.5% โดยสาเหตุที่ปรับลดลง เพราะตัวเลขเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ออกมาไม่ดีนัก ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังคงชะลอตัว
"เราเชื่อว่าที่ 4% น่าจะได้เห็น เพราะช่วงปลายปีมีโอกาสที่เศรษฐกิจจะฟื้นขึ้นมาได้ โดยเฉพาะจากภาคการส่งออก ซึ่งการส่งออกนั้นช่วงไตรมาส 3 อาจยังไม่ดีนัก แต่คิดว่าไตรมาส 4 น่าจะดีขึ้นชัดเจน โดยหวังว่าช่วงนั้นภาคเอกชนจะกลับมาลงทุนอีกครั้ง"นายกำพลกล่าว
ตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปว่าจะเติบโตได้ดีหรือไม่ คงอยู่ที่การลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท ที่จะหนุนให้การลงทุนภาคเอกชนเกิดขึ้นตามด้วย
"ตอนนี้ถ้าดูตัวเลขการขอบีโอไอมีสูงมาก แต่ยังไม่ลงทุนกัน เพราะรอความชัดเจนในโครงการ 2 ล้านล้านของรัฐ จะเอายังไง จะลงทุนทางไหน โครงการเป็นอย่างไร เพื่อที่เขาจะลงทุนตามได้อย่างถูกต้อง ถ้าโครงการนี้ไม่ชัด การลงทุนภาคเอกชนก็คงจะไม่เกิด แม้จะมียอดขอบีโอไอมากก็ตาม"นายกำพลกล่าว
ส่วนตัวเลขการเติบโตของภาคส่งออกนั้น ได้ปรับลดลงเหลือ 2% จากเดิมที่มองว่าน่าจะเติบโตได้ถึง 5% ส่วนหนึ่งเพราะช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ภาคการส่งออกไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียงแค่ 1% เท่านั้น






