"ธนาคารโลก" เล็งปรับลดจีดีพีไทย หลังส่งออกขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ โดยปรับลดจากเดิมขยายตัว 5% เหลือโตประมาณ 4-4.5%
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก(เวิลด์แบงก์)สำนักงานประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในเดือนกันยายน 2556 ทาง ธนาคารโลก จะปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ไทยปี 2556 ใหม่ จากที่เคยคาดการณ์ว่าจีดีพี จะขยายตัว 5% แต่จากตัวเลขเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าที่คาด โดยเฉพาะการส่งออกที่ขยายตัวต่ำ
“เศรษฐกิจไทยไม่ได้แย่ หรือถดถอย เพียงแต่ขยายตัวได้น้อย หากเทียบกับปีก่อนที่จีดีพี ขยายตัวสูง ผลจากมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ”
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังที่มีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยบวกสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลดีให้กับภาคการส่งออกของไทยขยายตัวดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก บวกกับการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวได้ดี แต่ภาคการบริโภคจะไม่เร่งตัวขึ้นมาก เพราะยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนกดดัน ดังนั้น เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้น่าจะโตประมาณ 4-4.5%
ส่วนอัตราดอกเบี้ยที่ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ธปท.คงจะดูจากพื้นฐานของเศรษฐกิจเป็นหลัก ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจมีการที่จะฟื้นตัว คงไม่มีความจำเป็นในการลดดอกเบี้ย แต่หากธปท.ลดดอกเบี้ยลงอีกก็อาจจะมีผลดีต่อผู้ที่จะเข้ามาลงทุน แต่อย่างไรก็ตามถ้าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังอ่อนตัวลงมาก มีความเห็นว่า ธปท.อาจต้องมีการทบทวนปรับลดดอกเบี้ยลงมาบ้าง
ส่วนการที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นั้น เกิดจากหลายปัจจัยทั้งจากเงินทุนไหลออกจากการที่นักลงทุนกังวลเรื่องที่สหรัฐจะชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย จึงทำให้ค่าเงินบาทในช่วงนี้มีความผันผวนตามกระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกของต่างชาติ แต่เชื่อว่าเมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น การส่งออกของไทยเติบโตดีขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลก และสหรัฐไม่ชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
สำหรับข้อวิตกกังวลว่าอาจมีการโจมตีค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงไปอีกเหมือนกับเงินรูเปียะห์ ของอินโดนีเซียและรูปี ของอินเดีย นั้น น.ส.กิริฎา กล่าวว่า เป็นไปได้ยากเพราะปัจจุบันเงินบาทของไทยเคลื่อนไหวลอยตัวแบบมีการจัดการ ไม่ได้เป็นอัตราคงที่เหมือนในอดีต ดังนั้น การจะเข้ามาโจมตีจึงไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งโอกาสในการทำกำไรก็มีไม่มาก และพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่ง จึงไม่น่าเป็นห่วง แต่อย่างไรก็ตาม มองว่าค่าเงินบาทควรเคลื่อนไหวไปตามภูมิภาคและประเทศคู่แข่ง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบโอกาสด้านการส่งออก









