วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2569

Login
Login

หมดห่วงฟองสบู่-หนี้ครัวเรือน คงดอกเบี้ย

หมดห่วงฟองสบู่-หนี้ครัวเรือน คงดอกเบี้ย

กนง.ประกาศคงดอกเบี้ยนโยบาย 2.50% หมดห่วงฟองสบู่-หนี้ครัวเรือน ชี้ศก.ไทยเริ่มฟื้น แต่ยังมีความเสี่ยงความผันผวนตลาดเงินโลก

วานนี้ (19 ส.ค.)คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% โดยประเมินว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป แต่มีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนในตลาดเงินโลก มีรายละเอียดผลการประชุมดังนี้]

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) กล่าวว่าที่ประชุม กนง. วานนี้ (21 ส.ค.) มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง เห็นชอบให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.5% เนื่องจากมองว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนปรน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าว ถือเป็นระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงของการปรับตัว ส่วนคณะกรรมการอีก 1 เสียงได้เสนอให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

"การประชุมครั้งนี้ กนง. ให้น้ำหนักกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่มากขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิด และก็มีการพูดคุยกันว่านโยบายการเงินควรมีบทบาทในการสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน แต่กรรมการเสียงส่วนใหญ่มองว่า ดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบัน ยังถือเป็นระดับที่เหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทย"นายไพบูลย์กล่าว

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการอีก 1 เสียง ที่เสนอให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มองว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ แม้จะเติบโตได้ตามที่มีการประเมินไว้ เพียงแต่มีความเป็นห่วงว่าในปีหน้าอาจชะลอตัวลง จึงเสนอให้ลดดอกเบี้ยลงในการประชุมครั้งนี้ เพื่อรักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจให้มีต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้าได้

สำหรับความเห็นของคณะกรรมการ กนง. โดยรวมมองว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 แม้ชะลอตัวลงต่อเนื่อง แต่การชะลอตัวดังกล่าวถือว่าใกล้เคียงกับที่ กนง. คาดการณ์ไว้ในการประชุมครั้งก่อนหน้า ซึ่งเป็นไปตามการบริโภคภาคเอกชน โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดยานยนต์และกลุ่มสินค้าคงทน อันเป็นผลจากมาตรการรถยนต์คันแรกที่ทยอยหมดลง รวมถึงการสะสมของหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น

ส่วนภาคการส่งออกนั้น การชะลอตัวลงในช่วงไตรมาส 2 ถือว่าสอดคล้องกับเศรษฐกิจของภูมิภาค แต่หากมองไปข้างหน้าอุปสงค์ภายในประเทศและการส่งออกคาดว่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังที่มีสัญญาณฟื้นตัวได้ดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก แต่ก็มีความเสี่ยงที่การฟื้นตัวเหล่านี้จะล่าช้าออกไปได้

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในส่วนข้อจำกัดด้านอุปทานนั้น อาจมีส่วนทำให้การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกขยายตัวได้ต่ำลง อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจยังมีแรงขับเคลื่อนต่อไปได้ และภาวะการเงินก็ยังอยู่ในระดับที่ผ่อนปรน สะท้อนผ่านการขยายตัวของสินเชื่อ แม้จะมีทิศทางชะลอลง แต่การเติบโตยังคงอยู่ระดับสูงประมาณ 13%

"คณะกรรมการมองว่า ขณะนี้นโยบายการเงินและภาวะการเงิน ถือว่าผ่อนคลายเพียงพอ และเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ แม้สินเชื่อจะชะลอลงบ้าง แต่ก็ยังสูงราว 13% ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคยังเติบโตได้ดี นอกจากนี้ภาวะการจ้างงาน รายได้นอกภาคเกษตร ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้ ด้วยปัจจัยเหล่านี้ จึงเชื่อว่าแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะข้างหน้ายังมีอยู่"นายไพบูลย์กล่าว

สำหรับความเป็นห่วงในเรื่องฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์และหนี้สินภาคครัวเรือนนั้น นายไพบูลย์กล่าวว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ความน่าเป็นห่วงเริ่มน้อยลง ส่วนด้านหนี้สินภาคครัวเรือนแม้หนี้จะยังอยู่ระดับสูง แต่สัญญาณการปล่อยสินเชื่อของภาคสถาบันการเงินเริ่มมีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้น จึงเชื่อว่าจะช่วยปรับตัวในทิศทางที่เหมาะสมได้ในระยะต่อไป

นายไพบูลย์ กล่าวย้ำว่า การกำหนดนโยบายการเงินของ กนง. จะดูปัจจัยรอบด้านต่างๆ ประกอบกัน ไม่ได้ดูเฉพาะการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ เงินเฟ้ออย่างเดียว แต่มีการดูรวมไปถึงในเรื่องเสถียรภาพการเงิน และการขยายตัวของสินเชื่อประกอบด้วย ซึ่งการประชุมครั้งนี้ก็มีการพิจารณาถึง ภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายที่อาจเกิดขึ้นด้วย

ส่วนเศรษฐกิจโลกนั้น มีแนวโน้มค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ขยายตัวได้ตามการฟื้นตัวของภาคการผลิตและภาคที่อยู่อาศัย รวมทั้งฐานะการเงินของภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

สำหรับเศรษฐกิจจีนแม้ชะลอตัวลงในไตรมาส 2 แต่ข้อมูลค่าสุดชี้ว่ามีสัญญาณปรับดีขึ้น เศรษฐกิจกลุ่มยูโรเองก็มีเสถียรภาพมากขึ้นและมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่อาจต้องใช้เวลา เนื่องจากฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอ่อนแอ ขณะที่เศรษฐกิจเอเชีย อุปสงค์ภายในประเทศชะลอลง แม้เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวของการส่งออกในบางประเทศแต่การส่งออกโดยรวมยังอ่อนแอ

คณะกรรมการฯ ประเมินว่าการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนในปัจจุบันยังมีความจำเป็นและเหมาะสมกับเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในช่วงปรับตัว ภายใต้ภาวะที่แรงกดดันด้านราคายังไม่น่ากังวล ในขณะที่ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินและความไม่แน่นอนของภาวะการเงินโลกยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม